หน้าแรก งานเขียนสารคดี แมงดานา กะ ตัวต่อ  · 

แมงดานา กะ ตัวต่อ

แมงดานา(http://i53.photobucket.com/albums/g72/sailomloy/Blog2008/Mangda2.jpg)

ผู้เขียนก็เหมือนกับผู้อ่านหลายคนที่ต้องหวนคิดถึงความหลัง เมื่อเหตุการณ์ปัจจุบันรุมประดังเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว เขาเรียกอาการอย่างนี้ว่าความหนหลังถูกกระตุ้นด้วยความปัจจุบัน ตอนที่เขียนเล่าเรื่องนี้ ใบหูซ้ายของผู้เขียนยังบวมอยู่เล็กน้อย ความเจ็บมันก็เรียกได้ว่าระบมอยู่เหมือนกัน เป็นดังนี้แล้ว จึงขอตัดฉากไปสู่อดีตเป็นปฐมก่อนจะหวนกลับสู่ ปัจจุบัน สลับไล่เรียงกัน อย่างไรก็ตามเหตุการณ์หลายๆอย่างอาจเชื่อมโยงหรือปะปนกันบ้าง ก็เพราะความปวดที่ใบหูเป็นตัวทำเหตุให้วุ่นวาย คงไม่ว่ากันนะขอรับ

ตรงชายทุ่ง ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างทุ่งนาข้าวกับป่าละเมาะที่แซมด้วยไม้หลายสายพันธุ์ เป็นจุดที่ดูแล้วสบายตาเป็นที่สุด ที่ตรงนั้นเป็นทุ่งโล่งแบ่งตัวด้วยคันนาเป็นช่วงๆทอดออกไป บางบิ้งนามีต้นตาลขึ้นสลับไล่ต้นลดหลั่นกันไปจนสุดตาที่แนวพุ่มต้นเสม็ดซึ่งเห็นไกลออกไป ในบิ้งนายามเข้าฤดูฝน น้ำที่ท่วมอยู่ระดับเกือบท่วมต้นจูดหนู ซึ่งปกคลุมพื้นดินเดิมที่ครั้งหนึ่งต้นข้าวเติบโตและออกรวงตอนนี้เหลือเพียงเศษซังเก่าเป็นปุ๋ยของกอจูดหนูรุ่นหลังวนเวียนอยู่เช่นนี้มานานแล้วยามน้ำฝนท่วมจูดหนูรวมทั้งกอหญ้าขิงขึ้นมาสักครึ่งต้น บางแห่งที่น้ำลึกก็ท่วมจนไม่เหลือยอดให้เห็น จะกลายเป็นผืนน้ำกว้างไกลออกไป ยกเว้นที่ปลักควายจะกลายเป็นบริเวณที่ลึกกว่าบริเวณอื่นอยู่บ้าง ด้วยน้ำฝนตามธรรมชาติ

ชาวทุ่งจึงมักมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแมลงอยู่เสมอ ตามช่วงเวลาฝนตกหนักและน้ำท่วมนา สิ่งที่ชาวทุ่งนิยมกันคงไม่พ้นการออกหาแมงดานา เช้าขึ้นมาหนุ่มทุ่งเดินดุ่มๆไปในทุ่งที่น้ำท่วมสักครึ่งน่อง ตาก็จับมองตามกอจูดหนู น้ำที่ท่วมจะดูเป็นทะเลที่กว้างไกลออกไปตรงไหนที่มีแมงดาออกวางไข่มักจะเป็นบริเวณที่น้ำลึกกว่าปกติสักเล็กน้อยอย่างเช่นบริเวณริมปลักควาย มักมีแมงดาวางไข่บนต้นหญ้าหรือกอจูดหนูเสมอ แต่มักอยู่ในบริเวณที่พรางตัวไว้เป็นอย่างดี แมงดานาจะรวบต้นหญ้าเข้าหากันสัก2-3ต้น แล้ววางไข่โดยมีเมือกเหนียวพันไว้รอบๆต้นหญ้า ส่วนไข่นั้นเป็นเม็ดเล็กๆ วางบนเมือกนี้อีกทีไข่แมงดาจะวางเรียงกันอย่างประณีตเป็นระเบียบสีมันออกสีขาวปนม่วงอ่อนๆสีจะเข้มขึ้นตามเวลาจนเป็นสีน้ำตาล มองให้ดีๆจะเห็นจุดสีดำเล็กๆของดวงตาลูกแมงดานา

ส่วนตัวเจ้าของไข่จะเฝ้ารังอยู่ใต้น้ำโดยอยู่ที่โคนต้นหญ้าที่มันวางไข่ หันหัวทิ่มลงไปหันหางขึ้นข้างบน แต่ก็ไม่แน่เสมอไปพอมองเห็นไข่แมงดาตรงไหนก็ค่อยๆย่องเข้าไปช้าๆด้วยเหตุผลสำคัญคืออย่าให้แมงดาตกใจและอย่าให้น้ำขุ่นโดยใช่เหตุเมื่ออยู่ใกล้ๆหากน้ำใสมากก็จะมองเห็นทะลุน้ำจนถึงพื้นแต่ต้องสังเกตให้ดีเพราะตัวแมงดามันสีน้ำตาลเข้ม มักจะเป็นสีที่ดูแล้วกลมกลืนกับพื้นดิน หรือเศษหญ้า ปรับมุมสายตาให้ดีๆพอเห็นตัวแมงดาก็ดูว่ามันหันหัวไปทางไหนก็บรรจงจับให้ดี เวลาจับก็ต้องจับบริเวณลำตัวล่างหัวลงมาเล็กน้อยเพราะบริเวณนั้ยจะแข็งจับได้มั่นคง หากจับที่ตอนท้ายตัวมันจะนิ่ม แมงดามันจะเอาขาข่วนมัดตัวเข้าหาแล้วใช้ปากต่อยเอา แมงดานานี่ต่อยปวดไม่ใช่เล่น ตอนผู้เขียนเริ่มหาแมงดาใหม่ๆมือบวมเป่งและทำให้ส่วนหัวและหางของแมงดาหายไปเพราะเด็ดทั้งสองด้าน ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่รู้ว่ามันต่อยด้านไหนเห็นมีปลายแหลมบริเวณปลายหางด้วยดูเหมือนเหล็กในคนที่โดนต่อยก็เข้าใจผิด เด็ดมันทิ้งไป ลงเป็นแบบนี้ด้านหัวก็ได้โอกาสต่อยเอาเรื่อย ๆ ที่แน่ ๆ ขืนเด็ดจนหมดก็ไม่รู้จะกินอะไรของมัน

ดังนั้นเมื่อจับแมงดาได้ก็รีบเด็ดเหล็กในที่ปากมันทิ้งก่อน ระวังอย่าให้หัวมันขาดไปด้วย เพราะจะตายเสียก่อนโดยใช่เหตุ จากนั้นใส่ภาชนะที่ตัวใครตัวมันเอามา จะเป็นหม้อมีหูหิ้วขัดด้วยไม้ตับจากเหลาบาง ๆ หรือใส่ข้องใส่ปลาก็ได้ หากไม่มีจริง ๆ ก็ใช้ชายผ้าขาวม้าที่เคียนเอวอยู่นะแหละทำเป็นพกห่อเอา แต่ต้องหมั่นตรวจดูให้ดีเพราะมันอาจหนีออกไปตอนกำลังเพลินกับการจับแมงตาตัวอื่น ๆ หนทางป้อนกันอีกชั้นก็หาเถาวัลย์เส้นเล็กๆ จากคันนามามัดเอาไว้อีกทีก็ได้ การหาแมงดานาเป็นเรื่องที่เพลิดเพลินเอาการเดินย่ำไปในน้ำใสที่ท่วมกอหญ้า ตามองหา บางครั้งกวาดสายตาไกลออกไปตามทิศทางของแสง ซึมซับความอาบอิ่มของทิวไม้ชายคันนา ฟังนกเขาแว่ว ๆ มาตั้งแต่ไกล ปนเสียงนกจาบคาที่ถลาร่อนอยู่บนท้องฟ้ากว้าง ตัดกับฉากก้อนเมฆครึ้มสีเทาหม่นหมอง ก็ชวนให้วิถีชีวิตของชายทุ่งบรรเจิดหาน้อยไม่ การหาแมงดานาจะสิ้นสุดเอาตอนสาย ๆ เมื่อแดดเริ่มร้อนและท้องเริ่มหิว

ตอนที่กำลังหาแมงดานาอยู่นั่นท่านอาจเด็ดไข่มันเคี้ยวเล่นกรุบ ๆ ปากเพลิน ๆ ไปพลาง ๆ ก็ได้ ใจก็คิดไปถึงกลิ่นหอมฉุน ๆ ตอนที่เอาแมงดานาปิ้งบนเตาไฟ ตอนที่ปิ้งแมงดาก็คอยดูอย่าให้ไหม้ จากนั้นเด็ดเป็นชิ้นเล็ก ๆ โขลกกับกะปิที่ปิ้งไฟอ่อน ๆ ใส่มะนาวให้เปรี้ยวนำนิดหน่อย จะได้น้ำพริกมะนาวหอมหวนทวนลม กลิ่นที่หอมจากครกจะพันจมูกให้ใจไม่เป็นสุขด้วยความหิวน้ำพริกแมงดานา จะใช้กินโดยคลุกกับข้าวร้อน ๆ หรือจิ้มผักก็ได้ น้ำพริกแมงดานาจะซาบลิ้น จนยากจะลืมทีเดียว การกินน้ำพริกแมงดานาจึงเป็นภูมิปัญญาของไทยชนิดหนึ่ง ก็อาจจะว่าได้ประมาณนั้น
ในบรรดาสัตว์จำพวกแมลงชาวทุ่งบ้านเรากินกันไม่กี่ชนิด นอกจากแมงดานาแล้ว แมลงที่ถือว่าสุดยอดของอาหารจำพวกนี้ คือ ลูกอ่อนของตัวต่อใครได้ลิ้มลูกต่อคั่วเกลือจะรู้สึกถึงความมันจากโปรตีนที่พิสุทธิ์ที่สะสมไว้ในตัวของลูกต่อ ผู้เขียนเองมีประสบการณ์เรื่องตัวต่ออยู่บ้างถึงแม้ไม่มากนัก แต่ก็จดจำนานแสนนาน ตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยดึกนี้ก็ยังจำได้อย่างแม่นยำ เหตุมันเป็นดังนี้

ก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อ่านฟัง วันหนึ่งผู้เขียนเอาหมาที่เลี้ยงไว้ไปผูกไว้ที่กิ่งกระท้อน พอเอาสายจูงหมาผูกเข้าที่กิ่งกระท้อนเท่านั้นแหละรู้สึกเจ็บแปลบที่ใบหูซ้าย เพราะใบหูของผู้เขียนอยู่แนวเดียวกะใบกระท้อนที่มีรังต่อแม่หม้ายพอดิบพอดี ก้มตัวลงนั่ง รีบคลานออกห่าง มือกุมที่หูปวดขึ้นทุกที ๆ แรงโมโหฉวยได้ทางมะพร้าวหักได้ยาวสัก 2 ศอก กลับไปหวดกระหน่ำ หมา 2 ตัวตกใจตัวสั่น แต่เหตุที่ทางมะพร้าวมันเก่าพอหวดสองสามทีมันก็หักตรงกลาง ตัวต่อที่ตกบนพื้นหญ้าบินว่อนวนเวียน ผู้เขียนต้องเล่นเอาเถิดด้วยความเสี่ยง กว่าจะจัดการมันได้เล่นเอาเหนื่อยจากนั้นรับแก้เชือกจูงหมาไว้ตรงอื่น แต่เหตุที่งานอื่นก็มี รีบคว้าใบไม้สมุนไพรขยี้พอกไว้ ฉวยได้ถังใส่อาหารปลารีบลนลานไปบ่อปลา ซึ่งตอนนี้มีน้ำราว ๆ เกือบเมตร หญ้าขึ้นปกคลุมส่วนขอบบ่อน้ำค้างที่พรมบนผืนหญ้ายามเช้านั้น ร่วมกับความลื่นของดินเหนียว เป็นดังนี้ เช้านั้น จึงต้องล้างโคลนเพราะผู้เขียนลื่นลงบ่อปลาอีกคำรบ ชีวิตที่เร่งรีบผสมความเจ็บที่ใบหูจึงเป็นดังนี้แหละขอรับ

ตัวต่อทำให้หวนไปในวัยเยาว์อีกหน ผู้เขียนโดนต่อต่อยนับครั้งนี้ด้วย 2 ครั้ง ครั้งนี้ใบหูซ้ายครั้งโน้นกกหูขวา อยากเห็น ปีนพะองสำหรับขึ้นต้นมะพร้าว เพื่อขึ้นไปดูน้ำตาลมะพร้าวที่น้าซึ่งบ้านใกล้กันตัดเอาไว้ ที่งวงตาลมะพร้าว หยดน้ำหวานที่ไหลรวมกันจากการปาดเป็นแว่นบาง ๆ นั้นเป็นที่ดึงดูดแมลงนานาชนิดทั้งผึ้งทั้งต่อ ตอนนี้ผู้เขียนขึ้นไปดูน้ำตาลนั้น มีตัวต่อใหญ่มากินน้ำหวาน แต่ไม่รู้เหตุใดมันจึงบินมาที่ใกล้ ๆ ใบหูขวาของผู้เขียน ถ้าอยู่นิ่ง ๆ และค่อย ๆ ลงมาอย่างช้า ๆ คงไม่เป็นไร แต่ผู้เขียนไม่รู้จึงใช้มือปัด ดังนั้นทันทีที่มือผ่านไปกกหูขวาของผู้เขียนจึงเจ็บปวดเหลือเกิน ดีว่าไม่ตกต้นไม ้ลนลานลงมาร้องไห้ปวดเจ็บจนเหลือทน ความเจ็บนั้นแม้จะลืมเลือนไปบ้าง ถูกกระตุ้นให้คิดถึงอีกหนด้วยแรงเจ็บด้านหูซ้าย ไม่น่าเลยหนอคนเรา

ตัวต่อในรูปแบบของอาหารประจำทุ่งนั้น วิธีการหามานั้นค่อนข้างคลาสสิก เป็นดังนี้ขอรับ ย้อนกลับไปที่ขอบชายทุ่ง น้ำท่วมขับ แมลงหลากพันธุ์ออกหากินพร้อม ๆ กับคนนะแหละ เพราะมีดอกไม้ป่าดอกหญ้าบานแบ่งอยู่ทั่ว หญ้าอ่อนแบ่งกันขึ้นคลุมทั่วชายทุ่งภาพความสับสนวุ่นวายของชีวิตแมลงดูน่าอัศจรรย์ยิ่ง แมลงวางไข่บนใบหญ้าก่อเกิดเป็นตัวหนอนคลานคืบกินยอดอ่อน แมลงกินสัตว์อย่างต่อเนื่อง มันก็มาค้นหาเหยื่อทั้งเพื่อตัวเองและลูกอ่อนในรังของมันเช่นกัน ต่อจะจับแมลงและหนอนจากกอหญ้าหรือที่ไหนก็ได้เมื่อเจอเป้าหมายความตายจะมาเยือนแมลงเหล่านั้น จากนั้นมันจะหอบด้วยขาแข็งแรงบินบึ่งไปที่รัง ท่านว่าหากรังอยู่ใกล้แหล่งที่มันจะจับอาหารได้ มันจะทะยานขึ้นสูงแล้วค่อยดิ่งถลามาที่รัง หากรังอยู่ไกลมันจะบินแนวต่ำ ๆ ขนานพื้นดิน แล้วค่อยๆ พุ่งสูงขึ้นเมื่อใกล้รัง เหตุผลเพราะการอำพรางตัวจากศัตรูของมันประมาณนั้น

นอกจากอาหารประเภทแมลงแล้ว ตัวต่อยังชอบกินเนื้อสัตว์อีกด้วย ทั้งปลาเค็มที่ตากไว้ เนื้อเค็มที่วางตากแดดไว้บนหลังคาขนำก็เป็นที่โปรดปรานไม่แพ้แมลง พูดง่าย ๆ ว่ากินเนื้อไม่เลือกนะแหละ วิธีการค้นหารังต่อนั้น ชาวทุ่งใช้วิธีสังเกตและวางแผนอย่างแยบยลจับได้ตั๊กแตนสักตัว หาด้ายสีขาวๆ พันไว้ หรือผูกกับอะไรที่มันสีขาว ๆ ชิ้นเล็ก ๆ เจอตัวต่อที่ไหนเอาตั๊กแตนคีบกับปลายไม้ส่งให้มัน ทันทีที่เห็นมันจะเข้ามาวนเวียน เมื่อแน่ใจจะคว้าตั๊กแตนติดขาหอบกลับรัง ช่วงนี้แหละชาวทุ่งต้องรีบมองตามอย่าให้พลาดสายตาว่ามันบินไปทิศไหน โดยสังเกตด้ายสีขาวที่ติดกับตั๊กแตนให้ดี พยายามไล่อย่าให้คลาดสายตา ลงเห็นมันมุดหายเข้าไปในตรงพุ่มไม้ไหน ก็ตามเข้าไปหาดูว่าทำเลที่ตั้งตรงไหนแน่ แต่ต้องระวังให้ดี ขืนมัวแต่มองที่สูงอาจจะไปชนเอารังมันเข้าก็ได้ ลงเป็นแบบนี้จะไม่เหลือ วิ่งให้เร็วที่สุดจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเช่นกัน เมื่อรู้ทำเลที่ตั้งของรังต่อดีแล้วต้องตรวจสภาพของรัง ตลอดจนช่วงเวลาข้างขึ้นหรือข้างแรม ผู้สันทัดกรณีจะเลือกเวลาตามประสบการณ์แต่สำหรับคนลูกทุ่งดูขนาดของรังเป็นหลัก เมื่อตัดสินใจว่าเอาแน่ก็ต้องเตรียมวัสดุอุปกรณ์เอาไว้ วัสดุที่เป็นหลักคือทางมะพร้าวแห้ง นำมามัดรวบเป็นมัดต่อด้ามด้วยไม้สด เพราะเวลาจับต่อ หนทางเดียวคือเผารัง ดังนั้นคบที่ใช้จุดไฟเผาจึงต้องติดไฟได้นานเพียงพอ มิฉะนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากนี้ต้องมีมีดพร้าสำหรับถางตัดโค่นต้นไม้ หรือกิ่งที่ต่อมันทำรัง

การเผารังต่อต้องทำตอนกลางคืน ช่วงเวลานั้นก็ต้องตอนเด็ก ๆ เข้านอนแล้วจะดีเพราะกันไม่ให้เด็ก ๆ ตามไปด้วย เดินในป่ากลางคืนไม่ใช่เรื่องสนุก กลัวงูกะปะด้วย หากเจอเด็กดื้อตามไปด้วยการเผารังต่อมีปัญหาแน่ ๆ เมื่อถึงเวลาจุดคบทางมะพร้าวลนบริเวณปากทางเข้าของรัง ปล่อยให้ไฟลุกเผาตัวต่อที่ทยอยหนีออกจากรัง เผาไปเรื่อยๆ จนหมด แต่อย่าให้รังต่อไหม้หมดก็แล้วกัน ตัวต่อที่ตกบนพื้นยังไม่ตายปลิวไปตามใบไม้ ดังนั้นเวลาเดินที่มืด ๆ ก็ต้องระวังตัวด้วยเมื่อทุกอย่างสงบ ก็ตัดกิ่งไม้หรือต้นไม้ลง แต่ต้องถนอมมันด้วย เมื่อได้รับมาแล้วก็เอาออกจากบริเวณนั้นนำกลับบ้าน แล้วบรรจงแกะออกโดยใส่ในกะละมังใบใหญ่ ๆ จะเห็นลูกต่ออยู่ในรังเป็นแถว ๆ เป็นชั้น ๆ ตัวอ่อนเหมือนหนอน ยกเว้นตัวใบ้มีปีกเหมือนพ่อแม่ แกะเคาะลงกะละมัง เอาผงอะไรต่อมิอะไรออกให้หมด เมื่อได้ลูกต่อมาแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราปรุงก็แล้วแต่ถนัด แค่ผัดคั่วกะเกลือก็หอมทวนลม กระพุ้งแก้มปริ่มน้ำลายแล้วละขอรับ เป็นกับแกล้มก็ได้ เป็นอาหารเคี้ยวเล่นก็ได้ เป็นอาหารมากโปรตีน เคียงคู่ลานครัวคนยากริมท้องทุ่งมานานแล้ว รสชาติของลูกต่อจะประณีตหอมปกติหรือไม่ขึ้นอยู่กับพวกอาหารที่ต่องานขนอาหารมาสะสมให้ด้วย พวกเนื้อปลาสด เนื้อปลาเค็มตากแห้งดูจะเป็นกลิ่นธรรมดา ไม่เสียหาย แต่อย่ากินอย่างอื่นที่ไม่เหมาะสมก็อาจมีปัญหาได้

น้าของผู้เขียนบอกกับผู้เขียนวันหนึ่งว่าเผาต่อในคืนค่ำ หลังจากที่สืบทราบว่ามีรังต่อขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆ ถนนใหญ่ ตรงนั้นมีซากปูนก่อสร้างซ่อนเร้นสายตาด้วยกอหญ้าทึบ ห่างจากสายตาผู้คน ต่อรังใหญ่จึงอยู่ตรงนั้น ไม่ไกลเกินการเดินริมถนนมีบ้านหลายหลัง มีรถยนต์แล่นผ่านเป็นธรรมดาและบ้านแถวนั้นมีหมาเลี้ยงไว้หลายตัว แต่มีตัวหนึ่งหายไปเมื่อหลายวันมาแล้ว สงสัยโดนรถทับตาย ผู้เขียนถามน้า เมื่อตอนสายของวันรุ่งขึ้นว่าลูกต่อที่เผาเมื่อคืนอร่อยไหม น้าบอกผู้เขียนว่า กินไม่ได้เลย กูเททิ้งทั้งหม้อ ไม่รู้ทำไมรังนี้เหม็นเหมือนเนื้อหมาเน่าฉิบหาย เรื่องของเรื่องจึงเป็นดังเช่นที่กล่าวมา

Zoom (935KB)

รังต่อใต้หลังคาโรงเก็บรถบ้านผู้เขียน