ถึงครั้งหนึ่งซึ่งประทับความทรงจำ
สารคดีเรื่องแรกในชีวิต
"ภาพของช่อนทะเลขนาด 25 กก. ที่พี่โสภณกับบังดลกำลังช่วยกันดึงขึ้นเรืออยู่นั้นแจ่มชัด ในมโนภาพของผมดีเหลือเกิน ฟองน้ำแตกกระจายเมื่อหาง ขนาดใหญ่สะบัดไปมา ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นการดิ้นรน ครั้งสุดท้ายของปลา"
ผมมองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นสายหมอกเริ่มปกคลุมทิวต้นไม้ โรยตัวเป็นสีขาว ภาพความชัดเจน ของทิวทัศน์ไกลออกไปค่อย ๆ จางหายไปในละอองสีขาว คล้ายกับภาพเขียนที่ทำให้ผู้ดูเกิดจินตนาการ ว่าเบื้องหลังของหมอกขาวนั่นมีอะไรอยู่บ้าง
หรือบางคนอาจจะคิดว่าภาพความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าง ชัดเจนค่อย ๆ จางหายไป … ดุจเดียวกับภาพภูเขาในขณะที่สายตาของผมมองผ่านออกไป อากาศข้างนอก หน้าต่างคงหนาวมากกว่าภายในห้องทำงานของผมอย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อย ๆ สายลมเย็นบางส่วน ได้ลอดผ่านเข้ามา ทำให้ผมรู้สึกได้อย่างแผ่วเบา ผมเปิดดูสมุดเก็บภาพถ่ายที่ได้บันทึกเหตุการณ์บางส่วน เมื่อเดือนที่ผ่านมา ค่อย ๆ เรียงลำดับจากภาพถ่าย ผมก็คิดว่าควรจะเล่าสิ่งที่ผมได้พบมาจากท้องทะเลให้ เพื่อนนักตกปลาได้ฟังบ้าง ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของชีวิตในตอนหนึ่ง ๆ ซึ่งควรเล่าสู่กันฟัง เพื่อเพิ่มเติมจินตนาการที่คนรักทะเลพึงค้นหา และผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ มันช่วยให้ภาพในอดีตที่เกิดขึ้นไม่ จางหายรวดเร็วเกินไป อย่างที่ผมเห็นทิวเขาไกลออกไปเพียงจาง ๆ ของมุมหนึ่งในจังหวัดเลยแห่งนี้
ผมก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า ในอดีตนั้นผมเป็นคนที่อยู่กับทะเลมานานพอสมควร กิจกรรมที่ปฏิบัติ เกี่ยวกับทะเลทำให้ผมมีความผูกพันกับทะเลอยู่มาก อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตทำให้ผมต้องละทิ้งกลิ่นไอของ ทะเลไปดูดซับสายหมอกและลมหนาว (ในบางครั้ง) ที่จังหวัดเลย
แต่ทุกครั้งที่ผมมีเวลาว่างก็จะเดินทางกลับบ้านเดิมที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี และทุกครั้งเหมือนกันที่ผม จะแวะไปคุยกับพี่สมคิด จรุงจิตอารีย์ซึ่งเป็นทีมงานคนหนึ่งของโลกทะเลถึงเรื่องต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็คงไม่ พ้นเรื่องตกปลา
ครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งก่อนเก่า ผมเดินทางไปถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 29 แล้ว วันที่ 21 ผมก็ไปเยี่ยมพี่สมคิดนับว่าเป็นโชคดีของผมที่พี่สมคิดชวนไปเป็นเพื่อนตกปลา ที่เกาะพีพีด้วยกัน เป็นเวลาปีกว่า ๆ แล้วมั้งที่ผมไม่ได้ออกทะเลเพื่อตกปลาเลย คันเบ็ด รอกและเหยื่อปลอมล้วนสงบแน่นิ่งบน แผงบ้างในกล่องบ้าง พี่สมคิดบอกว่าอุปกรณ์ตกปลาของผมนั้นไม่ต้องเอาไปหรอก เขาจะเอาไปเผื่อเตรียม ไปแต่เสื้อผ้าและสิ่งที่จำเป็นส่วนตัวเท่านั้น ผมยอมรับว่ารู้สึกดีใจที่ได้ไปทะเลอีกครั้ง และคราวนี้เป็นการ เดินทางไปเกาะพีพีเป็นครั้งแรกในชีวิตเสียด้วยซี
23 ตุลาคม 29 ผมกับพี่สมคิดพร้อมด้วยอุปกรณ์ตกปลาและสัมภาระส่วนตัวของแต่ละคนก็ออก เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยรถ Chevrolet รุ่น Carprice ปี 1969 เครื่อง Isuzu 75 HP คัน เบ้อเร่อ เสียงเฟืองเกียร์ขบกันดังสนั่นทุกครั้งที่โซเฟอร์เปลี่ยนเกียร์ แต่มันช่างเป็นพาหนะที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เวลาที่หักลบจากจุดเริ่มต้นจนถึงจังหวัดกระบี่ก็ร่วม 3 ชั่วโมง เราสองคนถึงจังหวัดกระบี่เวลา 18.30 น. ที่ นี่เราเข้าพักที่บ้านพักของพี่โสภณ ซึ่งจะเดินทางพร้อมด้วยคณะจากกรุงเทพฯ ลงไปสมทบ
เวลาประมาณทุ่มกว่า ๆ คณะของพี่โสภณก็ไปถึง คณะนี้ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ตกปลา อุปกรณ์ดำ น้ำและอื่น ๆ ไปมากมาย จากการพูดคุยกับพี่สมคิดและพี่โสภณทำให้ผมรู้ว่า พี่โสภณเริ่มตกปลาด้วย คัด เบ็ดฝรั่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ก่อนผมเกิด 1 ปีพอดิบพอดี
24 ตุลาคม 29 ได้รับข่าวจาก "บังดล" กัปตันเรือเจ้าเก่ของพี่โสภณว่าน้ำจะขึ้นให้เรือออกได้ก็ราว ๆ เที่ยง ดังนั้นเวลาที่เหลือจึงมีพอที่จะเตรียมสิ่งของที่จำเป็นต่าง ๆ ผมต้องยอมรับว่าพี่โสภณเป็นผู้ที่คิด การณ์ไกลถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมไปให้พร้อมและอุปกรณ์ที่เตรียมไปนั้นล่วยแล้วแต่เป็นประโยชน์ แก่การ เดินทางอย่างแท้จริง
13.05 น. การตระเตรียมต่าง ๆ พร้อมสรรพเราจัดเรือเป็น 2 ลำ พี่โสภณกับลูกชายที่ชื่อ "พงศ์" ซึ่งมีใบหน้าคล้าย "แอ๊ด คาราบาว" บังดลและกัปตันเรืออีกคนรวมเป็น 4 คน ส่วนลำของผมมีพี่สมคิด ตัว ผมเองและก็กัปตันประโยชน์ รวม 3 คน เรือทั้ง 2 ลำเป็นเรือเครื่องหางยาว ซึ่งนิยมใช้เป็นพาหนะตกปลา กันอยู่ในแถบนี้ การ
เดินทางเริ่มขึ้น เรือแล่นออกจากท่าเรือหน้าตลาด ผ่านปากน้ำ ผ่านสุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปี มุ่ง หน้าออกสู่ทะเลลึก จิตใจของผมรู้สึกโปร่งโล่งและสบายพอ ๆ กับท้องฟ้ายามนี้ที่ปลอดโปร่งแทบปราศเมฆ ยอมให้แสงแดดสาดส่งลงมายังพื้นโลกเต็มที่อุณหภูมิราว 40 C เห็นจะได้
พอผ่านทุ่นสัญญาณไฟออกไปเล็กน้อยกัปตันสั่งว่าลงเหยื่อได้ พี่สมคิดจึงโรยสายจากรอก Penn International ผ่าน Guide ของคัน Hank Newman 30 lb. ปล่อยให้เหยื่อ Jet ขนาด 5 นิ้ว ห่างออก ไปทางท้ายเรือ ส่วนผมก็ใช้อุปกรณ์ของพี่สมคิดเป็นคัน Hank Newman 20 lb. เหยื่อ Plug Rapala CD 14 Mag ลากสาย 20 lb. ออกจากรอก ABU 10000 CA ห่างออกไป แล้วเราทั้งสองก็รอ
เรือลำของพี่โสภณแล่นขนานกันไปอยู่ไม่ห่างจากสายตามากนัก เรือผ่านหาดนพรัตน์ธารา - อ่าว พระนาง ซึ่งมองเห็นไกลออกไปลิบ ๆ ริมภูเขา มุ่งหน้าสู่เกาะพีพี พอเรือเริ่มผ่านเกาะขวานไปได้ไม่เท่า ไหร่สายลมก็เริ่มพัดแรงขึ้น ท้องฟ้ามีเมฆครึ้ม กัปตันเรือของเราบังคับเรือให้อยู่ในทิศทางที่ฝ่าออกสู่ทะเล ลึกตัดผ่านยอดคลื่นครั้งแล้าครั้งเล่า ทุกคนในเรือเปียกโชก ผมเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพไว้ที่ช่องเก็บของ บริเวณหัวเรือและผมเองก็ต้องนั่งอยู่ที่จุดนี้
ถ้าเพื่อนนักตกปลาไม่เคยนั่งหัวเรือเมื่อมีคลื่นจัด ผมจะบอกให้ก็ได้ว่ามันจริง ๆ ทุกครั้งที่หัวเรือโด่ง ขึ้นและกระแทลงมันเสียวูบวาบเข้าไปในท้องเชียวหละ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ บนยอดคลื่นอันปั่นป่วน พอเรือเข้า ใกล้เกาะไผ่คลื่นลมก็เบาบางลง นั่งได้สบายใจหน่อย บริเวณน้ำตื้นใกล้เกาะแผ่กัปตันบอกให้เปลี่ยนเป็น เหยื่อ Jet ขนาดเล็ก เขาบอกว่าแถวนี้กะมงเยอะ พี่สมคิดกับผมจึงเปลี่ยนเหยื่อมแล้วก็ปล่อยไปต่อจากนั้น ก็ได้แต่รอคอย ผมเห็นเรือลำของพี่โสภณแล่นผ่านเกาะไผ่ไปคนละด้านกันมุ่งหน้าสู่เกาะพีพีดอน เรือลำ ของผมผ่านเกาะไผ่ไปบ้างแล้วมุ่งสู่พีพีดอน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านเข้าเขตป่าปะการังใต้น้ำ ตรงกับแหลมตง เสียงรอก Penn International ของพี่สมคิดดังลั่นขึ้น ขณะนี้ผิวน้ำเรียบสงบเพราะเป็นเขตบังลมจากตัว เกาะ ทำให้มองเห็นปลาที่ติดเบ็ดกระโดดขึ้นน้ำได้ ผมทำการเก็บสายเบ็ดของผมในขณะที่พี่สมคิดเริ่มเก็บ สายเข้ามา เราลุ้นกันว่า สากอีนทรี - กะมง ปลาถูกดึงใกล้เข้ามาทุกทีจนเห็นตัวเราเดาผิดหมดเลย เพราะ มันเป็นลูกปลากระโทงร่มขนาดยังไม่ทันหย่านม พี่สมคิดบอกว่าดูซีหิ้วขวดนมมาด้วยแน่ะ ปลากะโทงร่มตัว จ้อยกระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็ถูกกัปตันเกี่ยวขึ้นเรือ ไส้ไหลโชว์สัดส่วนภายใน นัยน์ตาสดใสสีสันสวยงามค่อย ๆ อับเฉาลงหลังจากที่ปลดเบ็ดออกแล้ว ดูเป็นการโหดร้ายเกินไป ทว่าสุดแก้ไขได้เสียแล้ว
ผมลงสายเบ็ดใหม่และเรือเริ่มแล่นลากวนบริเวณเดิมอีกเที่ยว กัปตันวนเรืออีก 2 - 3 รอบจึงออก จากตำแหน่งเดิมแล่นเข้าสู่แนวปะการัง บังคับเรือให้อยู่ในแนวที่ปะการังสิ้นสุดตรงจุดนี้เสียงรอก ABU ของ ผมดังขึ้น มองออกไปเห็นน้ำแตกเป็นวง เดาเอาว่าน่าจะเป็นปลาสากเจ้าเก่า ผมเก็บสายเข้ามากลายเป็น ปลาสละเล็กหรือปลาเสียดขนาดไม่ถึงกิโลกรัม เสร็จแล้วเราปล่อยสายไปอีกครั้ง ช่วงนี้เรือลำของพี่โสภณก็ แล่นสวนกันไปคนละด้าน พอคล้อยหลังไปหน่อยรอก ABU ของผมก็ดังขึ้นอีก ผมเก็บสายเข้ามา เป็นปลา เสียดขนาดเดียวกัน
เรือแล่นไปเรื่อย ๆ ผ่านเรือชาวประมงที่กำลังตกปลาและลากเบ็ดกันอยู่ มองบนเกาะเห็นทิว มะพร้าวสลับกับโขดหินใหญ่ ๆ เราแล่นมุ่งหน้าไปทางอ่าวมาหยาตรงกันบริเวณนี้หลายรอบ เวลาค่อย ๆ หมดไปพร้อม ๆ กับแสงดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีเทาทึบ แต่เราก็ยังไม่เข้าฝั่งยังแล่นลากเบ็ดถ่วง เวลารอเรือกอีกลำ จนกระทั่งจวนเมือเต็มทีจึงได้มุ่งหน้าเข้าสู่หาดทราบ ผมเก็บสายพร้อม ๆ กับพี่สมคิด ปรากฏว่าขณะเก็บสายปลาสากขนาดเกือบกิโลติดเบ็ดผมเข้าอีก ส่วนลำของพี่โสภณได้สากดำขนาดกิโล กว่า ๆ 2 ตัว และเต็กเล้งขนาดเหมาะที่จะตกฉลามอีก 1 ตัว
ก่อนจะหมดแสงสว่าง พวกเราช่วยกันจัดการกางเต็นท์ขึ้นบริเวณโคนมะพร้าวเหนือหาดทรายขึ้นไป ไกล้ ๆ ทางเดินของบังกะโลซึ่งเราได้ขออนุญาตเจ้าของที่พร้อมกันนั้นพี่โสภณได้มอ ลแลาสากให้ไป 2 ตัว เป็นการสร้างสัมพันธไมตรี และก็จริง ๆ ด้วยกับน้ำใจที่ตอบรับกลับมา เราได้รับความสะดวกตั้งแต่การอาบ น้ำอาบท่า ตะแกรงสำหรับปิ้งปลา อาหาร คืนนั้นของเราจึงมีน้ำพริกส้มมะขามและปลาปิ้ง
ก่อนจะอาบน้ำผมได้ยินข่าวมาว่าตอนนี้มีปลากะโทงร่มขนาด 30 - 40 กก. จำนวน 3 ตัวแขวน โชว์อยู่ที่ป้ายพีพีคาบานา ผมจึงเดินไปดูเพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ผมยังไม่เคยเห็นปลากะโทงร่มขนาด ใหญ่อย่างนี้มาก่อน เมื่อได้เห็นแล้วผมภาวนาขออย่าให้ติดเบ็ดผมเลย - ผมเสียดายเหยื่อและสายเบ็ดน่ะ
ภาพของช่อนทะเลขนาด 25 กก. ที่พี่โสภณกับบังดลกำลังช่วยกันดึงขึ้นเรืออยู่นั้นแจ่มชัดใน มโนภาพของผมดีเหลือเกิน ฟองน้ำแตกกระจายเมื่อหางขนาดใหญ่สะบัดไปมาซึ่งแน่นอนว่าเป็นการดิ้นรน ครั้งสุดท้ายของปลา … ขณะนี้สายหมอกขาวเริ่มจางลง แสงอาทิตย์จากทิศตะวันออกขับไล่ไอหนาวให้ลด น้อยลงไปตามลำดับลดน้อยลงไปตามลำดับ ภาพทิวเขาที่ห่างไกลออกไปเริ่มชัดเจนขึ้น เช่นเดียวกับภาพ เหตุการณ์ที่พีพีก็ชัดเจนขึ้นด้วย
ผมจำได้ดี วันนั้นเป็นวันที่ 25 ตุลาคม 29 คณะของเราทุกคนตื่นนอนตั้งแต่เช้า จัดการทำธุรกิจ ของตัวใครตัวมันจนเสร็จ เก็บข้าวของเก็บเต็นท์แล้วเริ่มออกสู่ทะเลจากหาดทรายขาวสะอาด เรือลำของผม ลากเหยื่อ Jet สีขาวขนาด 4 นิ้วและ 5 นิ้ว รวม 2 สาย ไปตามแนวหิดปะการังมุ่งหน้าสู่เกาะพีพีเล ถ้า ท่านเคยได้ยินชื่อถ้ำไวกิ้งท่านก็คงรู้จักเกาะพีพีเลได้ดีใช่ไหม ?
ผมนั่งคิดไปว่าเมื่อไรจะได้ยินเสียงดังจากรอก และจะได้ปลาอะไร พี่สมคิดนั่งคู่กับผมคนละด้าน ของกราบเรือ กัปตันประโยชน์บังคับเรือให้แล่นไปตามทิศทางงที่เขาคาดหมายจะได้ปลา ต่างคนต่างคิดกัน ไป ผมมองขึ้นไปบนภูเขาหินที่สูงชันสลับกับหมู่แมกไม้สีเขียวสดใส แผ่นหินมีลวดลายตามทิศทางของ ธรรมชาติ สีขาว สีแดง ผมรู้ว่าความรู้สึกต่อสิ่งที่มองเห็นนั้นเราไม่มีทางถ่ายทอดกันได้ง่ายนัก เว้นแต่ผู้นั้น จะมีประสบการณ์เดิมใกล้เคียงกันจึงจะสามารถสัมผัสและรับรู้ร่วมกัน
สายลมทะเลยามเช้าหอบเอาความชื้นมาปะทะใบหน้าสีดำ ๆ ของผมทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างปะทะ ใบหน้าสีดำ ๆ ของผมทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสวเมฆขาวนวลลอยอยู่เป็นกลุ่ม ก้อนเหมือนกับภาพวาดของหมู่เมฆปรากฏอยู่บนพื้นสีฟ้าอ่อนจาง
เรือค่อย ๆ แล่นออกจากแนวปะการังของเกาะพีพีดอนสู่เกาะพีพีเล แล่นไปบนคลื่นขนาดใหญ่ที่เรา เรียกว่า "คลื่นเดิ่ง" ผมสังเกตเห็นเรือของพี่โสภณแล่นห่างออกไปมุ่งหน้าไปคนละฝั่งกับลำของผม ขณะ กัปตันประโยชน์บังคับเรือให้แล่นอ้อมไปทางเกาะพีพีเลที่มีน้ำลึก ลำของพี่โสภณกลับแล่นผ่านไปทางด้าน หน้าของถ้ำไวกิ้ง ผมไม่รู้ว่าลำโน้นเขาใช้คันเบ็ดขนาดไหน ยี่ห้ออะไร แต่ตอนเย็นเราคงได้รู้กัน
เกาะพีพีเลมีสภาพเป็นโขดหินขนาดใหญ่มาก น่าจะเรียกให้มันโก้ไปเสียเลยว่าเป็นขนาดยักษ์ เปรียบเสมือนกำแพงหินที่ยืนหยัดท้าทายคลื่นลมมาไม่รู้ว่าแสนนานแค่ไหน เมื่อเรือแล่นผ่านใกล้เข้าไปเสียง คลื่นที่มากระทบโขดหินดังครืน ๆ น่ากลัว เรือหางยาวลำที่ผมนั่งอยู่เอียงวูบวาบไปตามคลื่น ลักษณะของ ทะเลที่เราผ่านไปทำให้ผมหวังว่าน่าจะมีปลาอะไรเข้ามาฉวยเหยื่อได้แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรือแล่น ต่อไป เสียงกัปตันบ่นพึมว่านี่หากทะเลเรียบรับรองกะมงต้องฉวยเหยื่อแน่
เกือบจะสุดแนวเกาะที่พี่สมคิดบอกให้วนกลับไปอีกรอบหนึ่ง เมื่อเรือตั้งลำอีกครั้งเสียงสัญญาณจาก รอก Penn International 12 W ของพี่สมคิดก็ส่งเสียงโหยหวนขึ้น ผมมองไปทางท้ายเรือทันได้เห็นวง คลื่นแตกกระจาย แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นปลาอะไร ผมรีบเก็บสายของผม เรือวิ่งห่างออกมาไม่มากนัก สาย เบ็ดของพี่สมคิดหย่อนวูกลง - ปลาหลุดไปเสียแล้ว โดยที่พี่สมคิดเองก็ยังไม่ทันรู้ว่าเป็นปลาอะไร
เรือวนกลับไปอีก ผมปล่อยสายเบ็ดลงน้ำใหม่ และตั้งเบรกพร้อมกับรอคอย ห่างจากจุดเดิมไม่มาก นัก นักเสียงรอก ABU 10000 CA ดังขึ้น ผมรีบปลดสัญญาณเสียงแล้วเย่อปลาเข้ามา ผมดึงมันเข้ามาได้ ไม่กี่มากน้อยปลาก็หลุดไปอีก น่าเจ็บใจยิ่งนัก แต่ว่าเมื่อไม่ใช่โชคของเราก็เป็นโชคของปลา เราไม่ว่ากัน เพราะสุภาษิตของลูกผู้ชายเตือนเอาไว้ว่า "การได้หรือเสียเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ถ้าเราไม่ได้เราก็เสียถ้า มนุษย์คิดจะได้ถ่ายเดียวใครเล่าจะเสีย" ผมจำมาจากข้อเขียนของ "มนัส จรรยงศ์' จนขึ้นใจ
เมื่อพลาดไปถึงสองครั้งพี่สมคิดจึงบอกให้กัปตันมุ่งหน้าไปทาง เกาะคู่เพื่อจะได้ผ่านไปทางหินกองที่ ชื่อ "หินเล่นน้ำ" พี่สมคิดเปลี่ยนจากเหยื่อ Jet เป็นเหยื่อ Plug Rebel สีทอง ส่วนผมยังใช้เหยื่อ Jet ตัว เดิมขนาด 4 นิ้วสีขาวริ้วแดง
เรือแล่นผ่านเข้าระหว่างเกาะ 2 เกาะที่ใกล้กันคัดเบ็ดของผมโค้งวูบแต่ไม่มีเสียงสัญญาณดัง ผม เก็บสายเข้ามาได้ปลาเยอรมัน (หรือจรวด) หรือ Rainbow Runner ขนาดเกือบ ๆ กิโล (พอดีจาน) ติด มาด้วย มองผ่านออกไปเห็นปลาว่ายขึ้นผิวน้ำเป็นวงกว้างกระจายไปทั่ว ตอนแรกเราคิดว่าเป็นฝูงปลาสีกุน แต่กลับกลายเป็นฝูงปลา พอเข้าใกล้ฝูงปลาฉวยเหยื่อผมอีกเป็น Rainbow Runner อีกตัวหนึ่ง พี่สมคิดจึง เปลี่ยนเป็นเหยื่อ Jet บ้าง แต่กว่าจะเปลี่ยนเสร็จพี่สมคิดก็ปล่อยให้ผมอัด Rainbow Runner และเต็กเล้ง ขึ้นมาตั้ง 4 - 5 ตัวแล้ว พี่สมคิดเขาอยากให้ผมได้อัดปลาเยอะ ๆ หน่อยเพราะว่าผมห่างทะเลไปนาน กัปตันเห็นผูงปลาก็บ่นไม่ขาดปากว่านี่ถ้าหากเป็นวันแข่งขันมีหวังได้รางวัล อย่างแน่นอน ส่วนผมเองก็รู้ว่านี่ เป็นครั้งที่สองที่ผมได้ปลาชนิดนี้ ตัวแรกในชีวิตผมได้ที่เกาะสุรินทร์เมื่อวันอาทิตย์ที่มีการเลือกผู้แทน ราษฎร - เมษายน 2528 และวันนี้ผมได้อีก 5 ตัวขนาดเกือบ ๆ กิโลทั้งนั้น ส่วนพี่สมคิดได้เพียงตัวเดียว และแถมได้เต็กเล้งอีก 2 ตัว ช่วงเวลาที่ลำของผมวนอยู่บนฝูงปลา Rainbow Runner เรือของพี่โสภณแล่นห่างออกไปทางหิน กอง "หินแล่นน้ำ"
เวลาประมาณ 8.30 น. แสงแดดเริ่มแผนกล้าขึ้น พี่สมคิดบอกกัปตันประโยชน์ให้แล่นตามเรือลำ ของพี่โสภณไปเพราะฝูงเต็กเล้งชักจะเข้ามาแทนที่ผูง Rainbow Runner มากเข้าทุกที เป็นที่น่าสังเกตว่า เหยื่อ Jet ขนาด 3 - 4 นิ้วสีขาวริ้วแดง เบ็ดขนาดเล็ก ๆ จะมีโอกาสได้ตัว Rainbow Runner มากที เดียว ผมสังเกตจากแรงกระชากแต่ไม่ติดเบ็ดของปลาที่กระทำต่อเหยื่อ
เรือแล่นอ้อมไปทางทิศตะวันตก ผ่านเข้าไปในเงาของเกาะคู่ก่อนแล่นมุ่งตรงออกทะเลที่หินกอง คลื่นดิ่งลูกโต ๆ ผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ ช่วงระหว่างเกาะคู่กับหินเล่นน้ำเราเห็นผูงนกมากมายลงจับปลา จึง แล่นผ่านเข้าไปแต่ไม่ได้ผลอะไรจนถึงหินกองพี่สมคิดเปลี่ยนเป็นเหยื่อ Jet ของผมก็เปลี่ยนด้วย เพราะ เหยื่อ Jet ของผมขาดหายไปก่อนจะถึงหินกองเพียงเล็กน้อย
เราวนรอบหินกองรอบแล้วรอบเล่า มองออกไปเห็นเรือตกปลาจอดตกกันอยู่ ส่วนลำของพี่โสภณ ผมสังเกตเห็นกัปตันกำลังจุ่มหางเสือลงในน้ำ พออีกประเดี๋ยวก็ยกขึ้นทำให้งง ๆ ตอนแรกคิดว่าพี่โสภณ จอดตกปลาอยู่และกำลังดึงเสมอ พี่สมคิดจึงสั่งกัปตันประโยชน์ให้แล่นเข้าไปหา พอเข้าไปใกล้ ๆ และเห็น ถนัดจึงกลายเป็นว่าเรือกำลังติดเครื่องแล่นตามปลาบนเรือนั้น พี่โสภณกำลังอัดปลาอยู่อย่างเอาจริงเอาจัง
ท่าทางอันเคร่งเครียดของพี่โสภณบอกให้รู้ว่าปลาที่ติดเบ็ดจะ ต้องมีขนาดงามมากเป็นแน่ สายเบ็ด ถูกลากชันดิ่งลึกลงไป วนไปวนมาเป็นวงแคบ ๆ ผมจึงบันทึกภาพพี่โสภณเก็บไว้ในขณะที่เรือของเราก็แล่น วนไปรอบ ๆ ผมกับพี่สมคิดเก็บสายเบ็ดแล้วก็ตั้งอกตั้งใจดูการอัดปลาใหญ่ของพี่โสภณ
หยาดเหงื่อเริ่มโชกขึ้นบนใบหน้าของพี่โสภณ คัดเบ็ด 50 lb. อ่อนโค้ง เมื่อพี่โสภณออกแรงดึงไว้ จากการต่อสู้ของปลา และหลังการต่อสู้อันหนักหน่วงผ่านไปเจ้าของเรี่ยวแรงมหาศาลใต้น้ำก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อแรกที่เห็นเรือนร่างของมันได้ราง ๆ ประกอบกับสีตัวทำให้ผมคิดไปว่าเป็นฉลาม ต่อเมื่อได้เห็น ปลาถนัดตาจึงแน่ใจว่าเป็นช่อนทะเลขนาดใหญ่ทีเดียว แม้ว่าปลาจะขึ้นมาอยู่ข้างกราบเรือแล้วแต่กว่าจะดึง เอาปลาที่ใหญ่โตตัวนี้ขึ้นบนเรือได้ก็ต้องเสียเวลาไปร่วม 45 นาที และตะขอเกี่ยวต้องบิดเบี้ยวเสียรูปทรงไป 1 ด้าม ช่อนทะเลตัวนี้งับเหยื่อ Plug Rapala CD18 หัวแดงตัวขาวและมันก็สิ้นชีวิตลงด้วยเหยื่อปลอมชิ้น นี้ จากการได้ช่อนทะเลตัวมหึมานี้ย่อมจะเป็นสิ่งบอกเหตุว่าบริเวณหินกอง "หินเล่นน้ำ' น่าจะมีปลาตัวโต ๆ อยู่อีก พี่สมคิดจึงสั่งให้เรือกลับไปหินกองและลองลงเหยื่อแล่นลากอีกครั้ง รอบแล้วรอบเล่าก็ไม่มีอะไรเกิด ขึ้น ในที่สุดจึงตัดสินใจสั่งกัปตันให้แล่นกลับไปเกาะคู่ เพราะว่าตอนนี้ท้องทะเลเต็มไปด้วยคลื่นโต ๆ เข้า ทุกที
บนเส้นทางที่เราแล่นผ่านไปนี้ไม่มีเหตุการณือะไรเกิดขึ้นเลย เงียบเชียบจากปลาเสียสนิท ราวนรอบ เกาะคู่ 2 รอบ ก็พบแต่ความเงียบเชียบของปลาเช่นกัน จึงนำเรือผ่านเกาะพีพีเลทางด้านหน้าถ้ำไวกิ้ง
แสงแดดแผนกล้าขึ้นทุกที เกือบ 11 นาฬิกาพี่สมคิดจึงบอกให้เรือแล่นกลับไปเกาะพีพีเล หามุมที่ ร่มรื่นเพื่อหลบแดดและเติมเรี่ยวแรงด้วยเสบียงอาหารที่เตรียมไป ก่อนจะได้ออกเรือไปตระเวรล่าฝูงปลากัน อีก
ในหลืบเขามีมุมหนึ่งเป็นหาดทรายขาดสะอาดกว้างประมาณ 20 เมตรเป็นที่เหมาะสำหรับพักหลบ แดดมาก กัปตันจึงจอดเรือเข้ากับหาดทรายแล้วก็รีบวิ่งขึ้นไปบนแผ่นหินเรียบ ๆ พลางล้มตัวลงนอนพักผ่อน ผมกับพี่สมคิดก็หามุมสงบที่ต้องการ เราหลบพักผ่อนอยู่ไม่นานนักเรือของพี่โสภณก็แวะตามเข้ามา
เราทั้งหมดชื่นชมยินดีกับปลาช่อนทะเลอีกครั้งหนึ่ง ตาชั่งของพี่โสภณไม่สามารถวัดน้ำหนักได้ เพราะมีสเกลแค่ 20 กก. เท่านั้นเองจึงตกลงใจกันว่าจะต้องนำไปชั่งที่พีพีคาบานาอีกครั้ง หลังจากที่เสร็จ สิ้นอาหารมื้อกลางวันกันแล้วเรือหางยาวทั้งสองลำก็นำพวกเรามุ่งหน้ากลับพีพี คา บานาทันที พอเรือเข้า เทียบชายหาดเหล่านักท่องเที่ยว ได้เห็นช่อนทะเลตัวใหญ่ก็เข้ามาไต่ถามกันมากราย ว่าได้มายังไงกัน หลัง จากชั่งเสร็จปรากฏว่าน้ำหนัก 25 กก. พอดิบพอดีแล้ว พี่โสภณก็นำปลาไปแขวนโชว์เพื่อถ่ายรูปบริเวณ เดียวกันกับที่เคยแขวนกะโทงร่ม 3 ตัวเมื่อวานจากเที่ยงถึงบ่ายสองโมงกว่า ๆ เราทั้งหมดพักผ่อนกันเพราะ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่กำลังน่ารักแทบทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตาน้ำข้าวบ้างตาเขียว บ้าง เยอะไปหมด เขามาพักผ่อนกันที่ดินแดนอันเต็มไปด้วยความสวยงามแห่งนี้ แล้วบางครั้งก่อนจะออก จากเมืองไทยเขาก็ช่วยกันเหยียดหยามชนชาติไทยของเราพอเป็นกระสาย … เราก็ไม่ว่ากัน สยามเมืองยิ้ม เสียอย่าง
ในรอบบ่ายตั้งแต่ 2 โมงเกินครึ่งไปเล็กน้อยการล่าจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ในครั้งนี้เราได้กำหนดว่าจะ แล่นลากเหยื่อ เพื่อค้นหาปลาบริเวณรอบ ๆ เกาะพีพีดอน ลำของพี่โสภณแล่นไปทางหนึ่ง ส่วนลำที่ผมอยู่ก็ จะแล่นไปอีกทางหนึ่ง โดยแล่นอ้อมไปทางแหลมตาอีกครั้ง
คราวนี้พี่สมคิดกับผมยังคงใช้เหยื่อ Jet อีกครั้ง เพราะเป็นเขตน้ำตื้นแนวปะการัง กัปตันบังคับเรือ แล่นตามแนวปะการังไปเรื่อย ๆ นับจากจุดเริ่มต้นเราแล่นลากเบ็ดไปนานเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่กัปตันเรือก็อยากให้มีปลาฮุบเหยื่อ ส่วนผมเองก็อยากรู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเรือสักที เราแล่นเรือต่อไป อีกพักใหญ่ก็พบลำของพี่โสภณซึ่งบอกว่าอับโชคเหมือนกัน เราทราบจากพี่โสภณว่าทางด้านพีพีเลมีคลื่น ใหญ่ลมก็แรงจัด เรือทั้งสองลำจังแล่นตีคู่กันย้อนกลับทางเดิมซึ่งเคยเป็นถิ่นของกะมงแต่ก็ ไม่มีวี่แววของปลา ชนิดนี้เสียเลย จนเรือแล่นมาถึงด้านที่สงบอีกครั้งหนึ่ง
บริเวณนี้ผมได้เห็นเรือตกปลาหลายลำกำลังจอดตกปลากันอยู่ เรือผ่านอ่าวที่บังกะโลกำลังงอกงาม ขึ้นมา เสียงสัญญาณจากรอกอาบูก็ดังขึ้นทันที ผมคว้าคันและทำการเก็บสายเข้ามาปลาก็ติดเบ็ดเป็นปลาก ะมงขนาดพอ ๆ กับปลาสีเสียดแต่น้ำหนักในการดึงสายมีมากกว่าเล็กน้อย ที่จุดนี้ลำของพี่โสภณได้ปลา สากและเต็กเล้ง
ผมปล่อยสายลงน้ำไปอีกครั้ง เราผ่านเรือของชาวบ้านที่กำลังโรยอวนกันอยู่ พอเรือของเราแล่นเลย ไปได้หน่อยหนึ่ง เสียงรอกเพนน์ของพี่สมคิดก็ร้องขึ้นมาบ้างเสียงดับและยาวนานเหลือเกิน ผมรับเก็บสาย ของผมเข้ามาทันทีแน่ใจว่าปลาใหญ่คงกินเหยื่อของพี่สมคิดเข้าให้แล้ว เพราะเสียงรอกมันบอกอย่างนั้น
กัปตันเรือแล่นย้อนกลับจุดเดิมอีกเพื่อทำการเก็บสายเบ็ด คันเบ็ดถูกแรงกระชากให้โค้งงอลงเป็น บางครั้ง…หินหรืออวนกันแน่? ผิวน้ำดูสงบราบคาบไร้วี่แววของปลา แต่เจ้าของเรืออวนตะโกนบอกมาว่า ปลาช่อนทะเลนั่นไง อยู่ข้างล่างนั่น มันติดเบ็ดและพาสายลอดใต้อวนออกสู่น้ำลึก โชคดีที่ยังไม่ติดอวน กัปตันจึงแก้ปัญหาโดยเอาสมอเกี่ยวสายอวนขึ้นมาแล้วจึงใช้มือดึงปลาเข้ามา เพราะหมดสิทธิ์ใช้รอกอีกแล้ว กว่าที่ผมจะเกี่ยวเอาปลาขึ้นมาบนเรือได้ต้องใช้เวลาไปนานโขทีเดียว กลัวปลาจะหลุดก็กลัว พอเอาปลาขึ้น เรื่อได้ ก็จัดแจงตัดสายจากลีดเดอร์ให้พี่สมคิดเก็บสายเข้ารอก ก่อนเดินทางต่อเราบอกขอบคุณเจ้าของ อวนที่ยอมให้ยกอวนขึ้นมา
เมฆฝนเริ่มปกคลุมไปทั่ว ห่างสายตาออกไปไกลลิบ ๆ ในทะเลมองเห็นสายฝนเป็นม่านสีเทาจาง เหมือนกับสายน้ำตก เมื่อเป็นเช่นนี้พี่สมคิดจึงสั่งเรือให้กลับที่พัก ณ จุดเดิมอีกครั้งในไม่ช้าเรือสองลำก็พบ กันในอ่าวมาหยา เมฆสีดำที่ห่างออกไปเปิดออกเป็นช่องให้ลำแสงสีส้มจัดจ้านสาดผ่านลงมากระทบ ผิวน้ำ เป็นสีสันสวยงาม แต่ผมดูแล้วรู้สึกว่าน่ากลัว (หากบังเอิญกำลังเล่นน้ำทะเลอยู่) เป็นธรรมเนียมของกัปตันเรือทั้งสองที่เทียบเรือกันเมื่อใดก็จะมีการพูดคุย แซวกันและกันว่าลำของ ใครจะตกได้เจ๋งกว่ากัน ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นได้ไม่น้อย ก่อนจะสิ้นแสงตะวันเรา ช่วยกันเตรียมที่พักในขณะที่พี่โสภณรับหน้าที่หุงข้าว..ซึ่งผมต้องขอกล่าว ว่าในการออกตกปลาครั้งนี้รู้สึก ขอขอบคุณพี่โสภณเป็นอย่างสูง
คืนนั้นหลังจากข้าวคำแรกผ่านพ้นไปน้ำตาของผมไหลลงมา เปล่า…ผมไม่ได้เสียใจอะไรหรอก เพียงแต่รู้สึกที่รสเผ็ดจัดจ้านของแกงส้มหัวปลาช่อนทะเล 25 กก. ตัวนั้นที่พี่โสภณมอบให้กับแม่บ้าน เจ้าของสวนมะพร้าวที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อพวกเรา แกมอบแกงส้มให้มาหนึ่งถ้วนใหญ่ ๆ ซึ่งรสชาติมันจัดจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีปลากะมงและปลาจรวดทอดกับต้มยำปลาจรวดอีกหนึ่งหม้อไฟจากฝีมือ กุ๊กของบังกะโล ทุก คนหายเหนื่อยพูดกันอย่างมีความสุข และน้ำตาของผมเหือดแห้งไปหลังจากอาหารมื้อนั้นหมดไปเพียงไม่ นานนัก
26 ตุลาคม 29 เราออกเรือกันตั้งแต่เช้าหลังจากที่เก็บสัมภาระต่าง ๆ เรียบร้อย วันนี้เป็นวันสุดท้าย ของ การท่องเที่ยวตกปลาที่เกาะพีพี เรือเคลื่อนตัวผ่านไปบนผิวน้ำที่ใสแจ๋วปานกระจกซึ่งมองเห็นป่า ปะการังเบื้องล่าง ลึกลงไป เป็นโลกใต้ทะเลที่สวยงามสำหรับนักดำน้ำอย่างดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่โลกของ เรา ค้นพบกัน และยังเป็น การเชื้อเชิญให้ผู้ชอบดำน้ำลงไปสัมผัสกับโลกใต้ทะเล อย่างที่คำขวัญบนเกาะกล่าว "มาร่วมสำรวจโลกใต้ทะเล กับเรากันเถอะ" โลกใต้ทะเลที่สวยงามย่อมเป็นแหล่งที่สวยงามสำหรับปลาเล็ก ปลาน้อย และเป็นแหล่งหาอาหาร ของปลาใหญ่ ปลาใหญ่กินปลาเล็กวนเวียนไปตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ เราเป็นมนุษย์ที่นับว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เหมือนกันถึงแม้นการล่าจะแตกต่างจากสัตว์อื่น ๆ แต่ โดยส่วนลึกแล้วล้วนเป็นไปโดยสัญชาตญาณอย่างแท้จริง ผิดแต่ว่าเราล่าโดยมีกติกาแฝงอยู่มากน้อยเพียง ใด หรือเราจะล่าอย่างโหดร้าย ป่าเถื่อนไร้คุณธรรมโดยสิ้นเชิง
สายตามที่มองผ่านผิวน้ำลงไปทำให้ผมเกิดความคิดเหล่านี้ ผมแน่ใจว่าพวกเราไม่ได้ล่าอย่างไร กติกา เราไม่ได้ใช้วัตถุระเบิด ปลาจะกินเหยื่อของเราหรือไม่เราไม่เดือดร้อน เรารู้ได้ว่าแสงแดดเผาลงมา จนผิวหนัง ลอก สายฝนที่กระหน่ำลงมาจนหนาวสั่น คลื่นลมที่พัดผ่านจนเกิดเป็นคลื่นน้อยใหญ่ที่จะทรมาน เราได้เสมอ บางทีการหาความสุขก็ได้มาโดยการทรมานตัวเองเหมือนกัน และบางทีแนวคิดบางส่วนนี้ย่อม จะช่วยให้ผู้เคร่งศีล อภัยให้กับคนตกปลาเช่นพวกเรา ผมใช้คำแทนว่าเราเพราะพูดถึงส่วนรวม จิตใจที่คิดอะไรไปเรื่อย ๆ นี้พลันสะดุดลง เมื่อเรือผ่านโขดหินแรกที่เริ่มอ้อมหัวเกาะพีพีเล เสียง รอกเพนน์ของพี่สมคิดดังขึ้น สากดำขนาดกิโลกว่า ๆ กระโดดตูม ๆ 2-3 ครั้งก่อนจะยอมแพ้ลอยมาบน ผิวน้ำจนถึงเรือ มันเป็นปลาตัวแรก ของเรือลำนี้สำหรับวันนี้ กัปตันนำเรือแล่นไปตามแนวปะการังทิศทาง เดียวกับที่เคยแล่นผ่านเมื่อวันวานมุ่งหน้า ไปทางแผ่นดินใหญ่ ก่อนเรือจะบนหัวออกจากเกาะพีพีดอนเล็ก น้อยเสียงรอกอาบูก็ดังลั่นขึ้นทำให้ผมรีบเก็บสาย เบ็ดเข้ามาเป็นปลาสากดำขนาดเดียวกับที่พี่สมคิดได้ ผม โรยสายลงไปใหม่หัวเรือดำมุมมุ่งสู่เกาะไผ่อีกครั้ง ก่อนที่จะวกตรงสู่แผ่นดินใหญ่ที่อยู่ห่างไกลออกไปราว 2 ชั่วโมงเดินทาง
เรือเพิ่มแล่นผ่านเกาะไผ่ไปเพียงเล็ก น้อยรอกอาบูก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีก ผมคิดว่าเบ็ดติดขยะแต่เมื่อ เก็บสายเข้ามากลายเป็นปลาอินทรีขนาดกิโลกว่า ๆ พี่สมคิดจึงสั่งกัปตันให้วนเรือกลับไปอีกรอบ ทว่ารอบ ใหม่นี้ไม่มีวีแววอะไรเลยเราจึงเดินทางต่อไปตาม จุดหมายเดิม พอเรือห่างจุดเดิมมาประมาณ 20 นาที รอกอาบูของผมก็ส่งเสียงดังขึ้นอีกที คราวนี้ผมได้ปลาสละ เล็กขึ้นเรืออีกตัว เรือเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย จนถึงกึ่งกลางระหว่างเกาะกับแผ่นดินใหญ่ ผมเห็นเรือตกปลากำลัง อัดปลาอยู่เมื่อเขาดึงขึ้นเรือจึงเห็นได้ว่า เป็นอินทรีขนาดใหญ่หนักรวา ๆ 10 กก. เรือเราแล่นผ่านพ้นไป ขณะนี้เรือของพี่โสภณแล่นห่างออกไป มองเห็นเห็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในทิศทางข้างหน้า เกือบ ๆ 9.30 น. เรือเริ่มเข้าเขตหมู่เก่าปากอ่าว กระบี่ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่มองเห็นจากอ่าว พระนางได้อย่างชัดเจน ก่อนถึงเกาะขวาน เล็กน้อย ปลาสละฉวย เหยื่อของผมอีกครั้ง แต่คราวนี้หลุดไปหลังจากที่ดึงปลาเข้ามาใกล้เรือห่างออกไปเพียง ไม่กี่เมตร มัน กระโดดเพียง 2 ครั้ง สายเบ็ดก็หย่อนลง เหยื่อปลาเป็นอิสระจากกัน ผมได้แต่รู้สึกเสียดายเพราะ เห็นว่า เป็นปลาใหญ่พอสมควร แต่ช่างเถอะโอกาสหน้าผมอาจได้พบตัวที่ใหญ่กว่านี้อีก
เราแล่นวนลากเบ็ดรอบ เกาะแก่งอยู่จนเกือบเที่ยงวันก็ไม่ได้ผลอะไร พอดีเรือของพี่โสภณเข้ามา พบกันที่ตำแหน่งนัดพบเราจึงแวะจอด เรือเพื่อกินอาหารกลางวันภายใต้ร่มเงาของทิวสนสวยงามบนเกาะทับ เราพักผ่อนกันชั่วระยะหนึ่งเพื่อรอให้อาหาร เช้าที่เข้าทางในกระเพาะ ผมมองดูทิวทัศน์เพื่อทบทวนถึงเมื่อ 2 - 3 ปีก่อนผมเคยมาที่นี่กับเพื่อน ๆ คราวนั้นผม ไม่ได้ปลาสักตัวเดียว และผมสูญเสียสิ่งอื่น ๆ ที่นอก เหนือไปจากเหยื่อ Plug อีกสองตัว มันเป็นรอยยิ้มที่สาวสวย จะพึงให้กับผมหากว่าผมจะตกปลาตัวงาม ๆ ให้หล่อนได้เห็นเป็นขวัญตาสักตัวหนึ่ง !
เราออกเดินทางมุ่งสู่แผ่นดิน ใหญ่ราวบ่างโมงกว่า ๆ แสงแดดที่จัดจ้าสาดแสงร้อนแรงลงมา สายลม ไม่ไหวติง น้ำทะเลสงบนิ่งประดุจน้ำใน ลำคลองที่ไร้เรือแพสัญจรไปมา มันร้อนอย่างรุนแรง กัปตันเพิ่ม ความเร็วของเรือขึ้นอีก เขาบอกว่าจะรีบไปดูมวย ตู้วันอาทิตย์ ตลอดเส้นทางบนผิวน้ำท่ามกลางความร้อน ผมเริ่มเก็บสัมภาระต่าง ๆ เก็บสายเบ็ด เก็บเหยื่อ เพื่อให้พี่สมคิดบรรจุเข้ากล่อง พร้อมสำหรับการขึ้นบก เรือของพี่โสภณถูกทิ้งห่างออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากมาเจอกันที่ท่าเรือจุดเริ่มต้นจึงได้ทราบว่า ช้าไปเพราะวนหากะโทงแทงตัวใหญ่ที่ตกใจกระโดดขึ้นเหนือ น้ำจนเกือบตกลงในเรือและเกือนโดนคนเรือ เข้าจึงทำให้ล่าช้าไป
เรือจอดเทียบท่าทิ้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้เบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ ถูกบันทึกไว้ในสมองของผม มันแจ่มจัด เมื่อผมเปิดดูสมุดบันทึกภาพเหมือนกับแสงแดด ที่ทำลายหมอกให้จางหายไป ในตอนนี้ภาพทิวเขาเริ่ม ชัดเจนขึ้นมาอีกนิด ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความหนาวเย็น เราจากกระบี่ด้วยรถ Chevrolet Caprice คันเดิมที่ไปรอรับเราตามที่นัดหมายเอาไว้ หลังจากที่ อาบน้ำแต่งตัวและบอกลาพี่โสภณ, พงศ์และผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด รถนำผมและพี่สมคิดสู่ สุราษฎร์ธานี ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ 100 - 110 กม. ต่อชั่วโมง
สักวันหนึ่งผมจะกลับไปเยือนเกาะพีพีอีกครั้งและคราวนี้ผมมั่น ใจว่าคัน Daiwa Tournament 20 lb. และรอก Penn Senator 3/0 คงมีโอกาสร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง และวันนั้นผมคงมีโอกาสเล่า ประสบการณ์สู่เพื่อ นักตกปลาให้ฟังแก้เหงายามห่างไกลทะเล เช่นกันผมซึ่งตนนี้ห่างไกลทะเลหลายร้อย กิโลเมตร…แล้ว เพื่อนนัก ตกปลาจะไม่เล่าให้ผมฟังบ้างเชียวหรือ แสงแดดสดใส หมอกจางหายไป ความร้อนเข้ามาแทนที่ ทุกชีวิตเริ่ม ดำเนินชีวิตไปตามวิถีทางชีวิต อีกครั้งหนึ่งเหมือนอย่างเมื่อวานที่ผ่านมา และตอนนี้ผมก็รีบออกไปทำงานอย่าง ที่ผมต้องทำเมื่อวานนี้อีก ครั้งหนึ่งเช่นกัน…ลาก่อน
ผมมองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นสายหมอกเริ่มปกคลุมทิวต้นไม้ โรยตัวเป็นสีขาว ภาพความชัดเจน ของทิวทัศน์ไกลออกไปค่อย ๆ จางหายไปในละอองสีขาว คล้ายกับภาพเขียนที่ทำให้ผู้ดูเกิดจินตนาการ ว่าเบื้องหลังของหมอกขาวนั่นมีอะไรอยู่บ้าง
หรือบางคนอาจจะคิดว่าภาพความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าง ชัดเจนค่อย ๆ จางหายไป … ดุจเดียวกับภาพภูเขาในขณะที่สายตาของผมมองผ่านออกไป อากาศข้างนอก หน้าต่างคงหนาวมากกว่าภายในห้องทำงานของผมอย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อย ๆ สายลมเย็นบางส่วน ได้ลอดผ่านเข้ามา ทำให้ผมรู้สึกได้อย่างแผ่วเบา ผมเปิดดูสมุดเก็บภาพถ่ายที่ได้บันทึกเหตุการณ์บางส่วน เมื่อเดือนที่ผ่านมา ค่อย ๆ เรียงลำดับจากภาพถ่าย ผมก็คิดว่าควรจะเล่าสิ่งที่ผมได้พบมาจากท้องทะเลให้ เพื่อนนักตกปลาได้ฟังบ้าง ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของชีวิตในตอนหนึ่ง ๆ ซึ่งควรเล่าสู่กันฟัง เพื่อเพิ่มเติมจินตนาการที่คนรักทะเลพึงค้นหา และผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ มันช่วยให้ภาพในอดีตที่เกิดขึ้นไม่ จางหายรวดเร็วเกินไป อย่างที่ผมเห็นทิวเขาไกลออกไปเพียงจาง ๆ ของมุมหนึ่งในจังหวัดเลยแห่งนี้
ผมก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า ในอดีตนั้นผมเป็นคนที่อยู่กับทะเลมานานพอสมควร กิจกรรมที่ปฏิบัติ เกี่ยวกับทะเลทำให้ผมมีความผูกพันกับทะเลอยู่มาก อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตทำให้ผมต้องละทิ้งกลิ่นไอของ ทะเลไปดูดซับสายหมอกและลมหนาว (ในบางครั้ง) ที่จังหวัดเลย
แต่ทุกครั้งที่ผมมีเวลาว่างก็จะเดินทางกลับบ้านเดิมที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี และทุกครั้งเหมือนกันที่ผม จะแวะไปคุยกับพี่สมคิด จรุงจิตอารีย์ซึ่งเป็นทีมงานคนหนึ่งของโลกทะเลถึงเรื่องต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็คงไม่ พ้นเรื่องตกปลา
ครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งก่อนเก่า ผมเดินทางไปถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 29 แล้ว วันที่ 21 ผมก็ไปเยี่ยมพี่สมคิดนับว่าเป็นโชคดีของผมที่พี่สมคิดชวนไปเป็นเพื่อนตกปลา ที่เกาะพีพีด้วยกัน เป็นเวลาปีกว่า ๆ แล้วมั้งที่ผมไม่ได้ออกทะเลเพื่อตกปลาเลย คันเบ็ด รอกและเหยื่อปลอมล้วนสงบแน่นิ่งบน แผงบ้างในกล่องบ้าง พี่สมคิดบอกว่าอุปกรณ์ตกปลาของผมนั้นไม่ต้องเอาไปหรอก เขาจะเอาไปเผื่อเตรียม ไปแต่เสื้อผ้าและสิ่งที่จำเป็นส่วนตัวเท่านั้น ผมยอมรับว่ารู้สึกดีใจที่ได้ไปทะเลอีกครั้ง และคราวนี้เป็นการ เดินทางไปเกาะพีพีเป็นครั้งแรกในชีวิตเสียด้วยซี
23 ตุลาคม 29 ผมกับพี่สมคิดพร้อมด้วยอุปกรณ์ตกปลาและสัมภาระส่วนตัวของแต่ละคนก็ออก เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยรถ Chevrolet รุ่น Carprice ปี 1969 เครื่อง Isuzu 75 HP คัน เบ้อเร่อ เสียงเฟืองเกียร์ขบกันดังสนั่นทุกครั้งที่โซเฟอร์เปลี่ยนเกียร์ แต่มันช่างเป็นพาหนะที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เวลาที่หักลบจากจุดเริ่มต้นจนถึงจังหวัดกระบี่ก็ร่วม 3 ชั่วโมง เราสองคนถึงจังหวัดกระบี่เวลา 18.30 น. ที่ นี่เราเข้าพักที่บ้านพักของพี่โสภณ ซึ่งจะเดินทางพร้อมด้วยคณะจากกรุงเทพฯ ลงไปสมทบ
เวลาประมาณทุ่มกว่า ๆ คณะของพี่โสภณก็ไปถึง คณะนี้ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ตกปลา อุปกรณ์ดำ น้ำและอื่น ๆ ไปมากมาย จากการพูดคุยกับพี่สมคิดและพี่โสภณทำให้ผมรู้ว่า พี่โสภณเริ่มตกปลาด้วย คัด เบ็ดฝรั่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ก่อนผมเกิด 1 ปีพอดิบพอดี
24 ตุลาคม 29 ได้รับข่าวจาก "บังดล" กัปตันเรือเจ้าเก่ของพี่โสภณว่าน้ำจะขึ้นให้เรือออกได้ก็ราว ๆ เที่ยง ดังนั้นเวลาที่เหลือจึงมีพอที่จะเตรียมสิ่งของที่จำเป็นต่าง ๆ ผมต้องยอมรับว่าพี่โสภณเป็นผู้ที่คิด การณ์ไกลถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมไปให้พร้อมและอุปกรณ์ที่เตรียมไปนั้นล่วยแล้วแต่เป็นประโยชน์ แก่การ เดินทางอย่างแท้จริง
13.05 น. การตระเตรียมต่าง ๆ พร้อมสรรพเราจัดเรือเป็น 2 ลำ พี่โสภณกับลูกชายที่ชื่อ "พงศ์" ซึ่งมีใบหน้าคล้าย "แอ๊ด คาราบาว" บังดลและกัปตันเรืออีกคนรวมเป็น 4 คน ส่วนลำของผมมีพี่สมคิด ตัว ผมเองและก็กัปตันประโยชน์ รวม 3 คน เรือทั้ง 2 ลำเป็นเรือเครื่องหางยาว ซึ่งนิยมใช้เป็นพาหนะตกปลา กันอยู่ในแถบนี้ การ
เดินทางเริ่มขึ้น เรือแล่นออกจากท่าเรือหน้าตลาด ผ่านปากน้ำ ผ่านสุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปี มุ่ง หน้าออกสู่ทะเลลึก จิตใจของผมรู้สึกโปร่งโล่งและสบายพอ ๆ กับท้องฟ้ายามนี้ที่ปลอดโปร่งแทบปราศเมฆ ยอมให้แสงแดดสาดส่งลงมายังพื้นโลกเต็มที่อุณหภูมิราว 40 C เห็นจะได้
พอผ่านทุ่นสัญญาณไฟออกไปเล็กน้อยกัปตันสั่งว่าลงเหยื่อได้ พี่สมคิดจึงโรยสายจากรอก Penn International ผ่าน Guide ของคัน Hank Newman 30 lb. ปล่อยให้เหยื่อ Jet ขนาด 5 นิ้ว ห่างออก ไปทางท้ายเรือ ส่วนผมก็ใช้อุปกรณ์ของพี่สมคิดเป็นคัน Hank Newman 20 lb. เหยื่อ Plug Rapala CD 14 Mag ลากสาย 20 lb. ออกจากรอก ABU 10000 CA ห่างออกไป แล้วเราทั้งสองก็รอ
เรือลำของพี่โสภณแล่นขนานกันไปอยู่ไม่ห่างจากสายตามากนัก เรือผ่านหาดนพรัตน์ธารา - อ่าว พระนาง ซึ่งมองเห็นไกลออกไปลิบ ๆ ริมภูเขา มุ่งหน้าสู่เกาะพีพี พอเรือเริ่มผ่านเกาะขวานไปได้ไม่เท่า ไหร่สายลมก็เริ่มพัดแรงขึ้น ท้องฟ้ามีเมฆครึ้ม กัปตันเรือของเราบังคับเรือให้อยู่ในทิศทางที่ฝ่าออกสู่ทะเล ลึกตัดผ่านยอดคลื่นครั้งแล้าครั้งเล่า ทุกคนในเรือเปียกโชก ผมเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพไว้ที่ช่องเก็บของ บริเวณหัวเรือและผมเองก็ต้องนั่งอยู่ที่จุดนี้
ถ้าเพื่อนนักตกปลาไม่เคยนั่งหัวเรือเมื่อมีคลื่นจัด ผมจะบอกให้ก็ได้ว่ามันจริง ๆ ทุกครั้งที่หัวเรือโด่ง ขึ้นและกระแทลงมันเสียวูบวาบเข้าไปในท้องเชียวหละ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ บนยอดคลื่นอันปั่นป่วน พอเรือเข้า ใกล้เกาะไผ่คลื่นลมก็เบาบางลง นั่งได้สบายใจหน่อย บริเวณน้ำตื้นใกล้เกาะแผ่กัปตันบอกให้เปลี่ยนเป็น เหยื่อ Jet ขนาดเล็ก เขาบอกว่าแถวนี้กะมงเยอะ พี่สมคิดกับผมจึงเปลี่ยนเหยื่อมแล้วก็ปล่อยไปต่อจากนั้น ก็ได้แต่รอคอย ผมเห็นเรือลำของพี่โสภณแล่นผ่านเกาะไผ่ไปคนละด้านกันมุ่งหน้าสู่เกาะพีพีดอน เรือลำ ของผมผ่านเกาะไผ่ไปบ้างแล้วมุ่งสู่พีพีดอน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านเข้าเขตป่าปะการังใต้น้ำ ตรงกับแหลมตง เสียงรอก Penn International ของพี่สมคิดดังลั่นขึ้น ขณะนี้ผิวน้ำเรียบสงบเพราะเป็นเขตบังลมจากตัว เกาะ ทำให้มองเห็นปลาที่ติดเบ็ดกระโดดขึ้นน้ำได้ ผมทำการเก็บสายเบ็ดของผมในขณะที่พี่สมคิดเริ่มเก็บ สายเข้ามา เราลุ้นกันว่า สากอีนทรี - กะมง ปลาถูกดึงใกล้เข้ามาทุกทีจนเห็นตัวเราเดาผิดหมดเลย เพราะ มันเป็นลูกปลากระโทงร่มขนาดยังไม่ทันหย่านม พี่สมคิดบอกว่าดูซีหิ้วขวดนมมาด้วยแน่ะ ปลากะโทงร่มตัว จ้อยกระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็ถูกกัปตันเกี่ยวขึ้นเรือ ไส้ไหลโชว์สัดส่วนภายใน นัยน์ตาสดใสสีสันสวยงามค่อย ๆ อับเฉาลงหลังจากที่ปลดเบ็ดออกแล้ว ดูเป็นการโหดร้ายเกินไป ทว่าสุดแก้ไขได้เสียแล้ว
ผมลงสายเบ็ดใหม่และเรือเริ่มแล่นลากวนบริเวณเดิมอีกเที่ยว กัปตันวนเรืออีก 2 - 3 รอบจึงออก จากตำแหน่งเดิมแล่นเข้าสู่แนวปะการัง บังคับเรือให้อยู่ในแนวที่ปะการังสิ้นสุดตรงจุดนี้เสียงรอก ABU ของ ผมดังขึ้น มองออกไปเห็นน้ำแตกเป็นวง เดาเอาว่าน่าจะเป็นปลาสากเจ้าเก่า ผมเก็บสายเข้ามากลายเป็น ปลาสละเล็กหรือปลาเสียดขนาดไม่ถึงกิโลกรัม เสร็จแล้วเราปล่อยสายไปอีกครั้ง ช่วงนี้เรือลำของพี่โสภณก็ แล่นสวนกันไปคนละด้าน พอคล้อยหลังไปหน่อยรอก ABU ของผมก็ดังขึ้นอีก ผมเก็บสายเข้ามา เป็นปลา เสียดขนาดเดียวกัน
เรือแล่นไปเรื่อย ๆ ผ่านเรือชาวประมงที่กำลังตกปลาและลากเบ็ดกันอยู่ มองบนเกาะเห็นทิว มะพร้าวสลับกับโขดหินใหญ่ ๆ เราแล่นมุ่งหน้าไปทางอ่าวมาหยาตรงกันบริเวณนี้หลายรอบ เวลาค่อย ๆ หมดไปพร้อม ๆ กับแสงดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีเทาทึบ แต่เราก็ยังไม่เข้าฝั่งยังแล่นลากเบ็ดถ่วง เวลารอเรือกอีกลำ จนกระทั่งจวนเมือเต็มทีจึงได้มุ่งหน้าเข้าสู่หาดทราบ ผมเก็บสายพร้อม ๆ กับพี่สมคิด ปรากฏว่าขณะเก็บสายปลาสากขนาดเกือบกิโลติดเบ็ดผมเข้าอีก ส่วนลำของพี่โสภณได้สากดำขนาดกิโล กว่า ๆ 2 ตัว และเต็กเล้งขนาดเหมาะที่จะตกฉลามอีก 1 ตัว
ก่อนจะหมดแสงสว่าง พวกเราช่วยกันจัดการกางเต็นท์ขึ้นบริเวณโคนมะพร้าวเหนือหาดทรายขึ้นไป ไกล้ ๆ ทางเดินของบังกะโลซึ่งเราได้ขออนุญาตเจ้าของที่พร้อมกันนั้นพี่โสภณได้มอ ลแลาสากให้ไป 2 ตัว เป็นการสร้างสัมพันธไมตรี และก็จริง ๆ ด้วยกับน้ำใจที่ตอบรับกลับมา เราได้รับความสะดวกตั้งแต่การอาบ น้ำอาบท่า ตะแกรงสำหรับปิ้งปลา อาหาร คืนนั้นของเราจึงมีน้ำพริกส้มมะขามและปลาปิ้ง
ก่อนจะอาบน้ำผมได้ยินข่าวมาว่าตอนนี้มีปลากะโทงร่มขนาด 30 - 40 กก. จำนวน 3 ตัวแขวน โชว์อยู่ที่ป้ายพีพีคาบานา ผมจึงเดินไปดูเพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ผมยังไม่เคยเห็นปลากะโทงร่มขนาด ใหญ่อย่างนี้มาก่อน เมื่อได้เห็นแล้วผมภาวนาขออย่าให้ติดเบ็ดผมเลย - ผมเสียดายเหยื่อและสายเบ็ดน่ะ
ภาพของช่อนทะเลขนาด 25 กก. ที่พี่โสภณกับบังดลกำลังช่วยกันดึงขึ้นเรืออยู่นั้นแจ่มชัดใน มโนภาพของผมดีเหลือเกิน ฟองน้ำแตกกระจายเมื่อหางขนาดใหญ่สะบัดไปมาซึ่งแน่นอนว่าเป็นการดิ้นรน ครั้งสุดท้ายของปลา … ขณะนี้สายหมอกขาวเริ่มจางลง แสงอาทิตย์จากทิศตะวันออกขับไล่ไอหนาวให้ลด น้อยลงไปตามลำดับลดน้อยลงไปตามลำดับ ภาพทิวเขาที่ห่างไกลออกไปเริ่มชัดเจนขึ้น เช่นเดียวกับภาพ เหตุการณ์ที่พีพีก็ชัดเจนขึ้นด้วย
ผมจำได้ดี วันนั้นเป็นวันที่ 25 ตุลาคม 29 คณะของเราทุกคนตื่นนอนตั้งแต่เช้า จัดการทำธุรกิจ ของตัวใครตัวมันจนเสร็จ เก็บข้าวของเก็บเต็นท์แล้วเริ่มออกสู่ทะเลจากหาดทรายขาวสะอาด เรือลำของผม ลากเหยื่อ Jet สีขาวขนาด 4 นิ้วและ 5 นิ้ว รวม 2 สาย ไปตามแนวหิดปะการังมุ่งหน้าสู่เกาะพีพีเล ถ้า ท่านเคยได้ยินชื่อถ้ำไวกิ้งท่านก็คงรู้จักเกาะพีพีเลได้ดีใช่ไหม ?
ผมนั่งคิดไปว่าเมื่อไรจะได้ยินเสียงดังจากรอก และจะได้ปลาอะไร พี่สมคิดนั่งคู่กับผมคนละด้าน ของกราบเรือ กัปตันประโยชน์บังคับเรือให้แล่นไปตามทิศทางงที่เขาคาดหมายจะได้ปลา ต่างคนต่างคิดกัน ไป ผมมองขึ้นไปบนภูเขาหินที่สูงชันสลับกับหมู่แมกไม้สีเขียวสดใส แผ่นหินมีลวดลายตามทิศทางของ ธรรมชาติ สีขาว สีแดง ผมรู้ว่าความรู้สึกต่อสิ่งที่มองเห็นนั้นเราไม่มีทางถ่ายทอดกันได้ง่ายนัก เว้นแต่ผู้นั้น จะมีประสบการณ์เดิมใกล้เคียงกันจึงจะสามารถสัมผัสและรับรู้ร่วมกัน
สายลมทะเลยามเช้าหอบเอาความชื้นมาปะทะใบหน้าสีดำ ๆ ของผมทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างปะทะ ใบหน้าสีดำ ๆ ของผมทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสวเมฆขาวนวลลอยอยู่เป็นกลุ่ม ก้อนเหมือนกับภาพวาดของหมู่เมฆปรากฏอยู่บนพื้นสีฟ้าอ่อนจาง
เรือค่อย ๆ แล่นออกจากแนวปะการังของเกาะพีพีดอนสู่เกาะพีพีเล แล่นไปบนคลื่นขนาดใหญ่ที่เรา เรียกว่า "คลื่นเดิ่ง" ผมสังเกตเห็นเรือของพี่โสภณแล่นห่างออกไปมุ่งหน้าไปคนละฝั่งกับลำของผม ขณะ กัปตันประโยชน์บังคับเรือให้แล่นอ้อมไปทางเกาะพีพีเลที่มีน้ำลึก ลำของพี่โสภณกลับแล่นผ่านไปทางด้าน หน้าของถ้ำไวกิ้ง ผมไม่รู้ว่าลำโน้นเขาใช้คันเบ็ดขนาดไหน ยี่ห้ออะไร แต่ตอนเย็นเราคงได้รู้กัน
เกาะพีพีเลมีสภาพเป็นโขดหินขนาดใหญ่มาก น่าจะเรียกให้มันโก้ไปเสียเลยว่าเป็นขนาดยักษ์ เปรียบเสมือนกำแพงหินที่ยืนหยัดท้าทายคลื่นลมมาไม่รู้ว่าแสนนานแค่ไหน เมื่อเรือแล่นผ่านใกล้เข้าไปเสียง คลื่นที่มากระทบโขดหินดังครืน ๆ น่ากลัว เรือหางยาวลำที่ผมนั่งอยู่เอียงวูบวาบไปตามคลื่น ลักษณะของ ทะเลที่เราผ่านไปทำให้ผมหวังว่าน่าจะมีปลาอะไรเข้ามาฉวยเหยื่อได้แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรือแล่น ต่อไป เสียงกัปตันบ่นพึมว่านี่หากทะเลเรียบรับรองกะมงต้องฉวยเหยื่อแน่
เกือบจะสุดแนวเกาะที่พี่สมคิดบอกให้วนกลับไปอีกรอบหนึ่ง เมื่อเรือตั้งลำอีกครั้งเสียงสัญญาณจาก รอก Penn International 12 W ของพี่สมคิดก็ส่งเสียงโหยหวนขึ้น ผมมองไปทางท้ายเรือทันได้เห็นวง คลื่นแตกกระจาย แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นปลาอะไร ผมรีบเก็บสายของผม เรือวิ่งห่างออกมาไม่มากนัก สาย เบ็ดของพี่สมคิดหย่อนวูกลง - ปลาหลุดไปเสียแล้ว โดยที่พี่สมคิดเองก็ยังไม่ทันรู้ว่าเป็นปลาอะไร
เรือวนกลับไปอีก ผมปล่อยสายเบ็ดลงน้ำใหม่ และตั้งเบรกพร้อมกับรอคอย ห่างจากจุดเดิมไม่มาก นัก นักเสียงรอก ABU 10000 CA ดังขึ้น ผมรีบปลดสัญญาณเสียงแล้วเย่อปลาเข้ามา ผมดึงมันเข้ามาได้ ไม่กี่มากน้อยปลาก็หลุดไปอีก น่าเจ็บใจยิ่งนัก แต่ว่าเมื่อไม่ใช่โชคของเราก็เป็นโชคของปลา เราไม่ว่ากัน เพราะสุภาษิตของลูกผู้ชายเตือนเอาไว้ว่า "การได้หรือเสียเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ถ้าเราไม่ได้เราก็เสียถ้า มนุษย์คิดจะได้ถ่ายเดียวใครเล่าจะเสีย" ผมจำมาจากข้อเขียนของ "มนัส จรรยงศ์' จนขึ้นใจ
เมื่อพลาดไปถึงสองครั้งพี่สมคิดจึงบอกให้กัปตันมุ่งหน้าไปทาง เกาะคู่เพื่อจะได้ผ่านไปทางหินกองที่ ชื่อ "หินเล่นน้ำ" พี่สมคิดเปลี่ยนจากเหยื่อ Jet เป็นเหยื่อ Plug Rebel สีทอง ส่วนผมยังใช้เหยื่อ Jet ตัว เดิมขนาด 4 นิ้วสีขาวริ้วแดง
เรือแล่นผ่านเข้าระหว่างเกาะ 2 เกาะที่ใกล้กันคัดเบ็ดของผมโค้งวูบแต่ไม่มีเสียงสัญญาณดัง ผม เก็บสายเข้ามาได้ปลาเยอรมัน (หรือจรวด) หรือ Rainbow Runner ขนาดเกือบ ๆ กิโล (พอดีจาน) ติด มาด้วย มองผ่านออกไปเห็นปลาว่ายขึ้นผิวน้ำเป็นวงกว้างกระจายไปทั่ว ตอนแรกเราคิดว่าเป็นฝูงปลาสีกุน แต่กลับกลายเป็นฝูงปลา พอเข้าใกล้ฝูงปลาฉวยเหยื่อผมอีกเป็น Rainbow Runner อีกตัวหนึ่ง พี่สมคิดจึง เปลี่ยนเป็นเหยื่อ Jet บ้าง แต่กว่าจะเปลี่ยนเสร็จพี่สมคิดก็ปล่อยให้ผมอัด Rainbow Runner และเต็กเล้ง ขึ้นมาตั้ง 4 - 5 ตัวแล้ว พี่สมคิดเขาอยากให้ผมได้อัดปลาเยอะ ๆ หน่อยเพราะว่าผมห่างทะเลไปนาน กัปตันเห็นผูงปลาก็บ่นไม่ขาดปากว่านี่ถ้าหากเป็นวันแข่งขันมีหวังได้รางวัล อย่างแน่นอน ส่วนผมเองก็รู้ว่านี่ เป็นครั้งที่สองที่ผมได้ปลาชนิดนี้ ตัวแรกในชีวิตผมได้ที่เกาะสุรินทร์เมื่อวันอาทิตย์ที่มีการเลือกผู้แทน ราษฎร - เมษายน 2528 และวันนี้ผมได้อีก 5 ตัวขนาดเกือบ ๆ กิโลทั้งนั้น ส่วนพี่สมคิดได้เพียงตัวเดียว และแถมได้เต็กเล้งอีก 2 ตัว ช่วงเวลาที่ลำของผมวนอยู่บนฝูงปลา Rainbow Runner เรือของพี่โสภณแล่นห่างออกไปทางหิน กอง "หินแล่นน้ำ"
เวลาประมาณ 8.30 น. แสงแดดเริ่มแผนกล้าขึ้น พี่สมคิดบอกกัปตันประโยชน์ให้แล่นตามเรือลำ ของพี่โสภณไปเพราะฝูงเต็กเล้งชักจะเข้ามาแทนที่ผูง Rainbow Runner มากเข้าทุกที เป็นที่น่าสังเกตว่า เหยื่อ Jet ขนาด 3 - 4 นิ้วสีขาวริ้วแดง เบ็ดขนาดเล็ก ๆ จะมีโอกาสได้ตัว Rainbow Runner มากที เดียว ผมสังเกตจากแรงกระชากแต่ไม่ติดเบ็ดของปลาที่กระทำต่อเหยื่อ
เรือแล่นอ้อมไปทางทิศตะวันตก ผ่านเข้าไปในเงาของเกาะคู่ก่อนแล่นมุ่งตรงออกทะเลที่หินกอง คลื่นดิ่งลูกโต ๆ ผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ ช่วงระหว่างเกาะคู่กับหินเล่นน้ำเราเห็นผูงนกมากมายลงจับปลา จึง แล่นผ่านเข้าไปแต่ไม่ได้ผลอะไรจนถึงหินกองพี่สมคิดเปลี่ยนเป็นเหยื่อ Jet ของผมก็เปลี่ยนด้วย เพราะ เหยื่อ Jet ของผมขาดหายไปก่อนจะถึงหินกองเพียงเล็กน้อย
เราวนรอบหินกองรอบแล้วรอบเล่า มองออกไปเห็นเรือตกปลาจอดตกกันอยู่ ส่วนลำของพี่โสภณ ผมสังเกตเห็นกัปตันกำลังจุ่มหางเสือลงในน้ำ พออีกประเดี๋ยวก็ยกขึ้นทำให้งง ๆ ตอนแรกคิดว่าพี่โสภณ จอดตกปลาอยู่และกำลังดึงเสมอ พี่สมคิดจึงสั่งกัปตันประโยชน์ให้แล่นเข้าไปหา พอเข้าไปใกล้ ๆ และเห็น ถนัดจึงกลายเป็นว่าเรือกำลังติดเครื่องแล่นตามปลาบนเรือนั้น พี่โสภณกำลังอัดปลาอยู่อย่างเอาจริงเอาจัง
ท่าทางอันเคร่งเครียดของพี่โสภณบอกให้รู้ว่าปลาที่ติดเบ็ดจะ ต้องมีขนาดงามมากเป็นแน่ สายเบ็ด ถูกลากชันดิ่งลึกลงไป วนไปวนมาเป็นวงแคบ ๆ ผมจึงบันทึกภาพพี่โสภณเก็บไว้ในขณะที่เรือของเราก็แล่น วนไปรอบ ๆ ผมกับพี่สมคิดเก็บสายเบ็ดแล้วก็ตั้งอกตั้งใจดูการอัดปลาใหญ่ของพี่โสภณ
หยาดเหงื่อเริ่มโชกขึ้นบนใบหน้าของพี่โสภณ คัดเบ็ด 50 lb. อ่อนโค้ง เมื่อพี่โสภณออกแรงดึงไว้ จากการต่อสู้ของปลา และหลังการต่อสู้อันหนักหน่วงผ่านไปเจ้าของเรี่ยวแรงมหาศาลใต้น้ำก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อแรกที่เห็นเรือนร่างของมันได้ราง ๆ ประกอบกับสีตัวทำให้ผมคิดไปว่าเป็นฉลาม ต่อเมื่อได้เห็น ปลาถนัดตาจึงแน่ใจว่าเป็นช่อนทะเลขนาดใหญ่ทีเดียว แม้ว่าปลาจะขึ้นมาอยู่ข้างกราบเรือแล้วแต่กว่าจะดึง เอาปลาที่ใหญ่โตตัวนี้ขึ้นบนเรือได้ก็ต้องเสียเวลาไปร่วม 45 นาที และตะขอเกี่ยวต้องบิดเบี้ยวเสียรูปทรงไป 1 ด้าม ช่อนทะเลตัวนี้งับเหยื่อ Plug Rapala CD18 หัวแดงตัวขาวและมันก็สิ้นชีวิตลงด้วยเหยื่อปลอมชิ้น นี้ จากการได้ช่อนทะเลตัวมหึมานี้ย่อมจะเป็นสิ่งบอกเหตุว่าบริเวณหินกอง "หินเล่นน้ำ' น่าจะมีปลาตัวโต ๆ อยู่อีก พี่สมคิดจึงสั่งให้เรือกลับไปหินกองและลองลงเหยื่อแล่นลากอีกครั้ง รอบแล้วรอบเล่าก็ไม่มีอะไรเกิด ขึ้น ในที่สุดจึงตัดสินใจสั่งกัปตันให้แล่นกลับไปเกาะคู่ เพราะว่าตอนนี้ท้องทะเลเต็มไปด้วยคลื่นโต ๆ เข้า ทุกที
บนเส้นทางที่เราแล่นผ่านไปนี้ไม่มีเหตุการณือะไรเกิดขึ้นเลย เงียบเชียบจากปลาเสียสนิท ราวนรอบ เกาะคู่ 2 รอบ ก็พบแต่ความเงียบเชียบของปลาเช่นกัน จึงนำเรือผ่านเกาะพีพีเลทางด้านหน้าถ้ำไวกิ้ง
แสงแดดแผนกล้าขึ้นทุกที เกือบ 11 นาฬิกาพี่สมคิดจึงบอกให้เรือแล่นกลับไปเกาะพีพีเล หามุมที่ ร่มรื่นเพื่อหลบแดดและเติมเรี่ยวแรงด้วยเสบียงอาหารที่เตรียมไป ก่อนจะได้ออกเรือไปตระเวรล่าฝูงปลากัน อีก
ในหลืบเขามีมุมหนึ่งเป็นหาดทรายขาดสะอาดกว้างประมาณ 20 เมตรเป็นที่เหมาะสำหรับพักหลบ แดดมาก กัปตันจึงจอดเรือเข้ากับหาดทรายแล้วก็รีบวิ่งขึ้นไปบนแผ่นหินเรียบ ๆ พลางล้มตัวลงนอนพักผ่อน ผมกับพี่สมคิดก็หามุมสงบที่ต้องการ เราหลบพักผ่อนอยู่ไม่นานนักเรือของพี่โสภณก็แวะตามเข้ามา
เราทั้งหมดชื่นชมยินดีกับปลาช่อนทะเลอีกครั้งหนึ่ง ตาชั่งของพี่โสภณไม่สามารถวัดน้ำหนักได้ เพราะมีสเกลแค่ 20 กก. เท่านั้นเองจึงตกลงใจกันว่าจะต้องนำไปชั่งที่พีพีคาบานาอีกครั้ง หลังจากที่เสร็จ สิ้นอาหารมื้อกลางวันกันแล้วเรือหางยาวทั้งสองลำก็นำพวกเรามุ่งหน้ากลับพีพี คา บานาทันที พอเรือเข้า เทียบชายหาดเหล่านักท่องเที่ยว ได้เห็นช่อนทะเลตัวใหญ่ก็เข้ามาไต่ถามกันมากราย ว่าได้มายังไงกัน หลัง จากชั่งเสร็จปรากฏว่าน้ำหนัก 25 กก. พอดิบพอดีแล้ว พี่โสภณก็นำปลาไปแขวนโชว์เพื่อถ่ายรูปบริเวณ เดียวกันกับที่เคยแขวนกะโทงร่ม 3 ตัวเมื่อวานจากเที่ยงถึงบ่ายสองโมงกว่า ๆ เราทั้งหมดพักผ่อนกันเพราะ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่กำลังน่ารักแทบทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตาน้ำข้าวบ้างตาเขียว บ้าง เยอะไปหมด เขามาพักผ่อนกันที่ดินแดนอันเต็มไปด้วยความสวยงามแห่งนี้ แล้วบางครั้งก่อนจะออก จากเมืองไทยเขาก็ช่วยกันเหยียดหยามชนชาติไทยของเราพอเป็นกระสาย … เราก็ไม่ว่ากัน สยามเมืองยิ้ม เสียอย่าง
ในรอบบ่ายตั้งแต่ 2 โมงเกินครึ่งไปเล็กน้อยการล่าจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ในครั้งนี้เราได้กำหนดว่าจะ แล่นลากเหยื่อ เพื่อค้นหาปลาบริเวณรอบ ๆ เกาะพีพีดอน ลำของพี่โสภณแล่นไปทางหนึ่ง ส่วนลำที่ผมอยู่ก็ จะแล่นไปอีกทางหนึ่ง โดยแล่นอ้อมไปทางแหลมตาอีกครั้ง
คราวนี้พี่สมคิดกับผมยังคงใช้เหยื่อ Jet อีกครั้ง เพราะเป็นเขตน้ำตื้นแนวปะการัง กัปตันบังคับเรือ แล่นตามแนวปะการังไปเรื่อย ๆ นับจากจุดเริ่มต้นเราแล่นลากเบ็ดไปนานเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่กัปตันเรือก็อยากให้มีปลาฮุบเหยื่อ ส่วนผมเองก็อยากรู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเรือสักที เราแล่นเรือต่อไป อีกพักใหญ่ก็พบลำของพี่โสภณซึ่งบอกว่าอับโชคเหมือนกัน เราทราบจากพี่โสภณว่าทางด้านพีพีเลมีคลื่น ใหญ่ลมก็แรงจัด เรือทั้งสองลำจังแล่นตีคู่กันย้อนกลับทางเดิมซึ่งเคยเป็นถิ่นของกะมงแต่ก็ ไม่มีวี่แววของปลา ชนิดนี้เสียเลย จนเรือแล่นมาถึงด้านที่สงบอีกครั้งหนึ่ง
บริเวณนี้ผมได้เห็นเรือตกปลาหลายลำกำลังจอดตกปลากันอยู่ เรือผ่านอ่าวที่บังกะโลกำลังงอกงาม ขึ้นมา เสียงสัญญาณจากรอกอาบูก็ดังขึ้นทันที ผมคว้าคันและทำการเก็บสายเข้ามาปลาก็ติดเบ็ดเป็นปลาก ะมงขนาดพอ ๆ กับปลาสีเสียดแต่น้ำหนักในการดึงสายมีมากกว่าเล็กน้อย ที่จุดนี้ลำของพี่โสภณได้ปลา สากและเต็กเล้ง
ผมปล่อยสายลงน้ำไปอีกครั้ง เราผ่านเรือของชาวบ้านที่กำลังโรยอวนกันอยู่ พอเรือของเราแล่นเลย ไปได้หน่อยหนึ่ง เสียงรอกเพนน์ของพี่สมคิดก็ร้องขึ้นมาบ้างเสียงดับและยาวนานเหลือเกิน ผมรับเก็บสาย ของผมเข้ามาทันทีแน่ใจว่าปลาใหญ่คงกินเหยื่อของพี่สมคิดเข้าให้แล้ว เพราะเสียงรอกมันบอกอย่างนั้น
กัปตันเรือแล่นย้อนกลับจุดเดิมอีกเพื่อทำการเก็บสายเบ็ด คันเบ็ดถูกแรงกระชากให้โค้งงอลงเป็น บางครั้ง…หินหรืออวนกันแน่? ผิวน้ำดูสงบราบคาบไร้วี่แววของปลา แต่เจ้าของเรืออวนตะโกนบอกมาว่า ปลาช่อนทะเลนั่นไง อยู่ข้างล่างนั่น มันติดเบ็ดและพาสายลอดใต้อวนออกสู่น้ำลึก โชคดีที่ยังไม่ติดอวน กัปตันจึงแก้ปัญหาโดยเอาสมอเกี่ยวสายอวนขึ้นมาแล้วจึงใช้มือดึงปลาเข้ามา เพราะหมดสิทธิ์ใช้รอกอีกแล้ว กว่าที่ผมจะเกี่ยวเอาปลาขึ้นมาบนเรือได้ต้องใช้เวลาไปนานโขทีเดียว กลัวปลาจะหลุดก็กลัว พอเอาปลาขึ้น เรื่อได้ ก็จัดแจงตัดสายจากลีดเดอร์ให้พี่สมคิดเก็บสายเข้ารอก ก่อนเดินทางต่อเราบอกขอบคุณเจ้าของ อวนที่ยอมให้ยกอวนขึ้นมา
เมฆฝนเริ่มปกคลุมไปทั่ว ห่างสายตาออกไปไกลลิบ ๆ ในทะเลมองเห็นสายฝนเป็นม่านสีเทาจาง เหมือนกับสายน้ำตก เมื่อเป็นเช่นนี้พี่สมคิดจึงสั่งเรือให้กลับที่พัก ณ จุดเดิมอีกครั้งในไม่ช้าเรือสองลำก็พบ กันในอ่าวมาหยา เมฆสีดำที่ห่างออกไปเปิดออกเป็นช่องให้ลำแสงสีส้มจัดจ้านสาดผ่านลงมากระทบ ผิวน้ำ เป็นสีสันสวยงาม แต่ผมดูแล้วรู้สึกว่าน่ากลัว (หากบังเอิญกำลังเล่นน้ำทะเลอยู่) เป็นธรรมเนียมของกัปตันเรือทั้งสองที่เทียบเรือกันเมื่อใดก็จะมีการพูดคุย แซวกันและกันว่าลำของ ใครจะตกได้เจ๋งกว่ากัน ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นได้ไม่น้อย ก่อนจะสิ้นแสงตะวันเรา ช่วยกันเตรียมที่พักในขณะที่พี่โสภณรับหน้าที่หุงข้าว..ซึ่งผมต้องขอกล่าว ว่าในการออกตกปลาครั้งนี้รู้สึก ขอขอบคุณพี่โสภณเป็นอย่างสูง
คืนนั้นหลังจากข้าวคำแรกผ่านพ้นไปน้ำตาของผมไหลลงมา เปล่า…ผมไม่ได้เสียใจอะไรหรอก เพียงแต่รู้สึกที่รสเผ็ดจัดจ้านของแกงส้มหัวปลาช่อนทะเล 25 กก. ตัวนั้นที่พี่โสภณมอบให้กับแม่บ้าน เจ้าของสวนมะพร้าวที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อพวกเรา แกมอบแกงส้มให้มาหนึ่งถ้วนใหญ่ ๆ ซึ่งรสชาติมันจัดจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีปลากะมงและปลาจรวดทอดกับต้มยำปลาจรวดอีกหนึ่งหม้อไฟจากฝีมือ กุ๊กของบังกะโล ทุก คนหายเหนื่อยพูดกันอย่างมีความสุข และน้ำตาของผมเหือดแห้งไปหลังจากอาหารมื้อนั้นหมดไปเพียงไม่ นานนัก
26 ตุลาคม 29 เราออกเรือกันตั้งแต่เช้าหลังจากที่เก็บสัมภาระต่าง ๆ เรียบร้อย วันนี้เป็นวันสุดท้าย ของ การท่องเที่ยวตกปลาที่เกาะพีพี เรือเคลื่อนตัวผ่านไปบนผิวน้ำที่ใสแจ๋วปานกระจกซึ่งมองเห็นป่า ปะการังเบื้องล่าง ลึกลงไป เป็นโลกใต้ทะเลที่สวยงามสำหรับนักดำน้ำอย่างดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่โลกของ เรา ค้นพบกัน และยังเป็น การเชื้อเชิญให้ผู้ชอบดำน้ำลงไปสัมผัสกับโลกใต้ทะเล อย่างที่คำขวัญบนเกาะกล่าว "มาร่วมสำรวจโลกใต้ทะเล กับเรากันเถอะ" โลกใต้ทะเลที่สวยงามย่อมเป็นแหล่งที่สวยงามสำหรับปลาเล็ก ปลาน้อย และเป็นแหล่งหาอาหาร ของปลาใหญ่ ปลาใหญ่กินปลาเล็กวนเวียนไปตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ เราเป็นมนุษย์ที่นับว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เหมือนกันถึงแม้นการล่าจะแตกต่างจากสัตว์อื่น ๆ แต่ โดยส่วนลึกแล้วล้วนเป็นไปโดยสัญชาตญาณอย่างแท้จริง ผิดแต่ว่าเราล่าโดยมีกติกาแฝงอยู่มากน้อยเพียง ใด หรือเราจะล่าอย่างโหดร้าย ป่าเถื่อนไร้คุณธรรมโดยสิ้นเชิง
สายตามที่มองผ่านผิวน้ำลงไปทำให้ผมเกิดความคิดเหล่านี้ ผมแน่ใจว่าพวกเราไม่ได้ล่าอย่างไร กติกา เราไม่ได้ใช้วัตถุระเบิด ปลาจะกินเหยื่อของเราหรือไม่เราไม่เดือดร้อน เรารู้ได้ว่าแสงแดดเผาลงมา จนผิวหนัง ลอก สายฝนที่กระหน่ำลงมาจนหนาวสั่น คลื่นลมที่พัดผ่านจนเกิดเป็นคลื่นน้อยใหญ่ที่จะทรมาน เราได้เสมอ บางทีการหาความสุขก็ได้มาโดยการทรมานตัวเองเหมือนกัน และบางทีแนวคิดบางส่วนนี้ย่อม จะช่วยให้ผู้เคร่งศีล อภัยให้กับคนตกปลาเช่นพวกเรา ผมใช้คำแทนว่าเราเพราะพูดถึงส่วนรวม จิตใจที่คิดอะไรไปเรื่อย ๆ นี้พลันสะดุดลง เมื่อเรือผ่านโขดหินแรกที่เริ่มอ้อมหัวเกาะพีพีเล เสียง รอกเพนน์ของพี่สมคิดดังขึ้น สากดำขนาดกิโลกว่า ๆ กระโดดตูม ๆ 2-3 ครั้งก่อนจะยอมแพ้ลอยมาบน ผิวน้ำจนถึงเรือ มันเป็นปลาตัวแรก ของเรือลำนี้สำหรับวันนี้ กัปตันนำเรือแล่นไปตามแนวปะการังทิศทาง เดียวกับที่เคยแล่นผ่านเมื่อวันวานมุ่งหน้า ไปทางแผ่นดินใหญ่ ก่อนเรือจะบนหัวออกจากเกาะพีพีดอนเล็ก น้อยเสียงรอกอาบูก็ดังลั่นขึ้นทำให้ผมรีบเก็บสาย เบ็ดเข้ามาเป็นปลาสากดำขนาดเดียวกับที่พี่สมคิดได้ ผม โรยสายลงไปใหม่หัวเรือดำมุมมุ่งสู่เกาะไผ่อีกครั้ง ก่อนที่จะวกตรงสู่แผ่นดินใหญ่ที่อยู่ห่างไกลออกไปราว 2 ชั่วโมงเดินทาง
เรือเพิ่มแล่นผ่านเกาะไผ่ไปเพียงเล็ก น้อยรอกอาบูก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอีก ผมคิดว่าเบ็ดติดขยะแต่เมื่อ เก็บสายเข้ามากลายเป็นปลาอินทรีขนาดกิโลกว่า ๆ พี่สมคิดจึงสั่งกัปตันให้วนเรือกลับไปอีกรอบ ทว่ารอบ ใหม่นี้ไม่มีวีแววอะไรเลยเราจึงเดินทางต่อไปตาม จุดหมายเดิม พอเรือห่างจุดเดิมมาประมาณ 20 นาที รอกอาบูของผมก็ส่งเสียงดังขึ้นอีกที คราวนี้ผมได้ปลาสละ เล็กขึ้นเรืออีกตัว เรือเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย จนถึงกึ่งกลางระหว่างเกาะกับแผ่นดินใหญ่ ผมเห็นเรือตกปลากำลัง อัดปลาอยู่เมื่อเขาดึงขึ้นเรือจึงเห็นได้ว่า เป็นอินทรีขนาดใหญ่หนักรวา ๆ 10 กก. เรือเราแล่นผ่านพ้นไป ขณะนี้เรือของพี่โสภณแล่นห่างออกไป มองเห็นเห็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในทิศทางข้างหน้า เกือบ ๆ 9.30 น. เรือเริ่มเข้าเขตหมู่เก่าปากอ่าว กระบี่ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่มองเห็นจากอ่าว พระนางได้อย่างชัดเจน ก่อนถึงเกาะขวาน เล็กน้อย ปลาสละฉวย เหยื่อของผมอีกครั้ง แต่คราวนี้หลุดไปหลังจากที่ดึงปลาเข้ามาใกล้เรือห่างออกไปเพียง ไม่กี่เมตร มัน กระโดดเพียง 2 ครั้ง สายเบ็ดก็หย่อนลง เหยื่อปลาเป็นอิสระจากกัน ผมได้แต่รู้สึกเสียดายเพราะ เห็นว่า เป็นปลาใหญ่พอสมควร แต่ช่างเถอะโอกาสหน้าผมอาจได้พบตัวที่ใหญ่กว่านี้อีก
เราแล่นวนลากเบ็ดรอบ เกาะแก่งอยู่จนเกือบเที่ยงวันก็ไม่ได้ผลอะไร พอดีเรือของพี่โสภณเข้ามา พบกันที่ตำแหน่งนัดพบเราจึงแวะจอด เรือเพื่อกินอาหารกลางวันภายใต้ร่มเงาของทิวสนสวยงามบนเกาะทับ เราพักผ่อนกันชั่วระยะหนึ่งเพื่อรอให้อาหาร เช้าที่เข้าทางในกระเพาะ ผมมองดูทิวทัศน์เพื่อทบทวนถึงเมื่อ 2 - 3 ปีก่อนผมเคยมาที่นี่กับเพื่อน ๆ คราวนั้นผม ไม่ได้ปลาสักตัวเดียว และผมสูญเสียสิ่งอื่น ๆ ที่นอก เหนือไปจากเหยื่อ Plug อีกสองตัว มันเป็นรอยยิ้มที่สาวสวย จะพึงให้กับผมหากว่าผมจะตกปลาตัวงาม ๆ ให้หล่อนได้เห็นเป็นขวัญตาสักตัวหนึ่ง !
เราออกเดินทางมุ่งสู่แผ่นดิน ใหญ่ราวบ่างโมงกว่า ๆ แสงแดดที่จัดจ้าสาดแสงร้อนแรงลงมา สายลม ไม่ไหวติง น้ำทะเลสงบนิ่งประดุจน้ำใน ลำคลองที่ไร้เรือแพสัญจรไปมา มันร้อนอย่างรุนแรง กัปตันเพิ่ม ความเร็วของเรือขึ้นอีก เขาบอกว่าจะรีบไปดูมวย ตู้วันอาทิตย์ ตลอดเส้นทางบนผิวน้ำท่ามกลางความร้อน ผมเริ่มเก็บสัมภาระต่าง ๆ เก็บสายเบ็ด เก็บเหยื่อ เพื่อให้พี่สมคิดบรรจุเข้ากล่อง พร้อมสำหรับการขึ้นบก เรือของพี่โสภณถูกทิ้งห่างออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากมาเจอกันที่ท่าเรือจุดเริ่มต้นจึงได้ทราบว่า ช้าไปเพราะวนหากะโทงแทงตัวใหญ่ที่ตกใจกระโดดขึ้นเหนือ น้ำจนเกือบตกลงในเรือและเกือนโดนคนเรือ เข้าจึงทำให้ล่าช้าไป
เรือจอดเทียบท่าทิ้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้เบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ ถูกบันทึกไว้ในสมองของผม มันแจ่มจัด เมื่อผมเปิดดูสมุดบันทึกภาพเหมือนกับแสงแดด ที่ทำลายหมอกให้จางหายไป ในตอนนี้ภาพทิวเขาเริ่ม ชัดเจนขึ้นมาอีกนิด ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความหนาวเย็น เราจากกระบี่ด้วยรถ Chevrolet Caprice คันเดิมที่ไปรอรับเราตามที่นัดหมายเอาไว้ หลังจากที่ อาบน้ำแต่งตัวและบอกลาพี่โสภณ, พงศ์และผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด รถนำผมและพี่สมคิดสู่ สุราษฎร์ธานี ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ 100 - 110 กม. ต่อชั่วโมง
สักวันหนึ่งผมจะกลับไปเยือนเกาะพีพีอีกครั้งและคราวนี้ผมมั่น ใจว่าคัน Daiwa Tournament 20 lb. และรอก Penn Senator 3/0 คงมีโอกาสร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง และวันนั้นผมคงมีโอกาสเล่า ประสบการณ์สู่เพื่อ นักตกปลาให้ฟังแก้เหงายามห่างไกลทะเล เช่นกันผมซึ่งตนนี้ห่างไกลทะเลหลายร้อย กิโลเมตร…แล้ว เพื่อนนัก ตกปลาจะไม่เล่าให้ผมฟังบ้างเชียวหรือ แสงแดดสดใส หมอกจางหายไป ความร้อนเข้ามาแทนที่ ทุกชีวิตเริ่ม ดำเนินชีวิตไปตามวิถีทางชีวิต อีกครั้งหนึ่งเหมือนอย่างเมื่อวานที่ผ่านมา และตอนนี้ผมก็รีบออกไปทำงานอย่าง ที่ผมต้องทำเมื่อวานนี้อีก ครั้งหนึ่งเช่นกัน…ลาก่อน
