หน้าแรก งานเขียนสารคดี ท่องเที่ยวตกปลา  · 

ท่องเที่ยวตกปลาที่หมู่เกาะอ่างทอง

ท่องเที่ยวตกปลาที่หมู่เกาะอ่างทอง
บันทึกโดย วิริยะ กลิ่นเสาวคนธ์

การเริ่มต้นของการเดินทาง
       วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๑ ตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๔ เวลา ก่อน หกโมงเช้าเล็กน้อย เรือ อนุรักษ์ทะเลไทย ๒ แล่นออกจากท่าจอดเรือ ณ จุดหนึ่งในคลองบางใหญ่ เสียงเครื่องเรือดังกระหึ่มตีฝีจักรด้วยความเร็วไม่เกิน ๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะลุออกสู่แม่น้ำตาปี สายน้ำทอดตัวขนานไปกับตัวเมือง ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ทิวเมฆดำครึ้มคลุมทั่วฟ้า เปิดช่องแสงจากออกตะวันซึ่งห่างไปทางตะวันออกตรงจุดไหนสักแห่งที่ท้องฟ้าอันไกลโพ้ล แสงฟ้าอ่อนจางแทรกตัวขยายช่องว่างบนท้องฟ้าสีเทาจาง ปรากฏแทรกตัวในหมู่เมฆหนาทึบให้คลายความหม่นหมองบนท้องฟ้าทีละน้อย ๆ
 
       บ้านเรือนริมฝั่งตาปี ยังสงบนิ่งเป็นส่วนใหญ่ นอกจากบางบ้านที่เริ่มกิจกรรมชีวิตประจำวันบ้างก็พายเรือ บ้างก็ยืนทอดสายตาสวนมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับชาวประมงสมัครเล่นบนเรือที่กำลังแล่นไปตามสายน้ำตาปีเพื่อออกสู่ปากน้ำตาปีก่อนตัดยอดคลื่นไปในอ่าวบ้านดอนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวไทย บนเส้นทางในสายน้ำก่อนออกสู่ปากน้ำตาปี บ้านเรือนที่สร้างขึ้นริ่มฝั่งน้ำแทรกตัวสลับกับป่าไม้ธรรมชาติดั้งเดิม ทิวป่าและต้นมะพร้าว กลายเป็นภาพทิวทัศน์งดงามในยามเช้า เรือลำน้อยพร้อมเด็ก ๆ กลุ่มใหญ่อยู่ในเรือเล็ก ภาพความสนุกสนานในวัยเยาว์อาจผุดขึ้นในสมองของของผู้คนที่พบเห็น
 
       เรือแล่นออกสู่ปากแม่น้ำตาปีมองเห็นท่าเทียบเรือสินค้าตั้งเลียบไปทั้งฝั่งน้ำตาปี และฝั่งคลองท่าทอง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแม่น้ำตาปีไหลมาบรรจบกับคลองที่ปากแม่น้ำนี้หลายสาย แต่สายหลัก ๆ คือคลองท่าทอง ความกว้างของสิ่งปลูกสร้างเพื่อประโยชน์ทางการค้าครอบคลุมพื้นที่ทั้งสองด้านของสายน้ำทั้งสอง ภาพเรือบรรทุกเชื้อเพลิงที่จอดสงบรอกิจกรรมในวันใหม่จึงดูสงบนิ่งเข้ากับบรรยากาศยามเช้า
 
       เรือพร้อมชาวประมงสมัครเล่นจำนวน ๗ คน ผ่านสายน้ำซึ่งเมื่อหลายปีก่อนดูกว้างมองเห็นทะเลไกลออกไปลิบ ๆ แต่วันนี้ แผ่นดีนที่ก่อตัวจากตะกอนทรายและดินขยายออกไปในทะเลป่าไม้ถือกำเนิดบนสันดอนทรายกินพื้นที่ออกไปหลายตารางกิโลเมตร ภาพป่าชายเลนจึงกลายเป็นกำแพงสีเขียวไกลออกสู่ทะเล ดินดอนปากแม่น้ำตื้นเขินเป็นแหล่งชุบเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำเช่นเดียวกับชุบเลี้ยงชาวประมงชายฝั่งให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดพอ ๆ กัน
       เรือผ่านทุ่นสัญญาณไฟเขียว แดง บอกแนวขอบร่องน้ำสำหรับให้เรือใหญ่ออกสู่ทะเลได้ พอเลยแนวป่าไปเล็กน้อย ดวงอาทิตย์สาดแสงทะลุก้อนเมฆ บรรยากาศรอบด้านเปิดโล่ง ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสว เติมความร้อนให้สรรพสิ่งรอบด้านทีละน้อย ๆ
       ก่อนถึงเกาะปราบจะเห็นเสาไม้รายรอบนับร้อยนับพันไร่ถูกใช้เป็นคอกเลี้ยงหอยแครงเสาไม้ที่รายล้อมเป็นรั้วจำนวนมากมายไม่รู้ว่าเป็นการสัมปทานหรือบุกรุก อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันจะได้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน
 
       เรือเลยเกาะปราบมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่นานนัก เส้นทางถูกขวางด้วยอวนดักปลากุเรา กัปตันปลดเกียร์ว่าง ผ่าไปบนอวน เรือเจ้าของอยู่ไกล ๆ ตีด่วนพุ่งมาหาเรือเราด้วยความเร็ว เหตุเพราะเข้าใจว่าใบพัดเรือตัดอวนขาด ส่งเสียงโล้งเล้ง กัปตันบอกให้สาวอวนขึ้นมาดูว่าเสียหายไหม อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีโดยมิต้องทะเลาะกัน
 
       การเดินทางในทะเลช่วงสาย ๆ ดวงตะวันฉายแสงแดดแผดกล้า ความร้อนทะลวงพุ่งขึ้นตามเวลาที่เปลี่ยนไปท้องฟ้าสีครามใสแสงแดดทะลุน้าร้อนลงมาได้เต็มที่ ก้อนเมฆเป็นปุยขาวลอยกระจ่างบนท้องฟ้า บรรยากาศแบบนี้เป็นเรื่องทั่วไปสำหรับคนที่เดินทางไปทะเลต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้ากลางวันร้อนจัดกลางคืนเย็นด้วยแรงลม เรืออนุรักษ์ทะเลไทย ๒ มุ่งเข้าเขตหมู่เกาะอ่างทองช่วงประมาณสิบโมงเศษ เรือตัดเข้าหมู่เกาะอ่างทองระหว่างเกาะวัวหลับ(วัวตาหลับ)กับเกาะลวย(เกาะพะลวย) เกาะวัวหลับอยู่ทางซ้าย เมื่อเข้าเขตหมู่เกาะอ่างทองเกาะเล็กเกาะน้อยค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็นทีละเกาะสองเกาะ ภาพความงามสัมผัสได้ด้วยสายตา เมื่อเรือผ่านใก้ลโขดหินจะมองเห็นพลิ้วน้ำเป็นฟองขาวเมื่อกระทบโขดหินแล้วแตกออก สัตว์ประจำถิ่นที่พบได้ทั่วไปได้แก่นกนางนวลแกลบ นกพวกนี้ส่งเสียงร้องดังก้องหน้าผาสูง นกออกหรืออินทรีย์ทะเลถลาร่อนอยู่บนท้องฟ้าสูงเหนือเกาะ กวาดสายตาหาเหยื่ออยู่บนฟ้าสูงเบื้องบน บนเกาะมีไม้ใหญ่น้อยขึ้นแทรกบนโกรกผาลักษณะมีหลายรูปทรง ต้นไม้แปลก ๆ จำพวกตะบองเพชร จันทน์ผาก็มี ต้นไม้แปลกเหล่านี้ดูสวยงามแปลกตาเป็นอย่างยิ่งไม้ที่ขึ้นแทรกในช่องโขดหินลำต้นบิดงอแผ่กิ่งขยายเผ่าพันธุ์ท่ามกลางความแห้งแล้งและกันดารบนภูเขาหินเหล่านี้ บางพื้นที่มีไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไปเช่นกันไม้บนเขาสูงมองจากไกล ๆ ดูราวเป็นเพียงต้นไม้เล็กลดส่วนตามความสูงและระยะที่ห่างไกลออกไป ภาพต้นไม้บนหน้าผาจึงเป็นภาพที่งดงามต่างไปจากที่พบเห็นได้ทั่วไป
 
       การเดินทางไปหมู่เกาะอ่างทองมีเป้าหมายอยู่ที่การตกปลา ดังนั้นวิธีการจับปลาจึงต้องงัดกลยุทธหลาย ๆ ประการมาใช้อย่างเช่นระหว่างที่เรือแล่นไปก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา การจับปลาก็ใช้วิธีลากเหยื่อปลอม เหยื่อปลอมที่ว่านี้มีสองแบบใหญ่ ๆ คือเหยื่อซึ่งทำเป็นรูปตัวปลาเลียนแบบธรรมชาติที่ตัวปลาติดเบ็ดไว้จำนวนสองชุดสายเบ็ดจะผูกเข้ากับสายฉิ้งหรือสายนำทำด้วยลวดสลิงเส้นเล็ก ๆ เพื่อป้องกันฟันปลากัดขาดโดยง่าย สายนำยาวประมาณ ๓๐ ถึง ๑๐๐ เซนติเมตร ซึ่งเป็นความยาวกว่าความยาวของตัวปลาทั่ว ๆ ไป สายนำนี้ยึดติดกับเหยื่อปลอมด้วยห่วงเกี่ยวป้องกันการหยุด เหยื่อรูปปลาปลอมนี้มักเรียกกันว่า เหยื่อปลักส์ (plug) จุดเด่นของเหยื่อแบบนี้คือขณะลากไปจะดูเหมือนปลาในธรรมชาติแต่สีของตัวปลานั้นจะฉูดฉาดเพื่อเรียกความสนใจจากปลาใหญ่ ความเร็วเรือขนาด ๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ถือว่าเร็วเลยเมื่อเทียบกับอัตราความเร็วในการว่ายน้ำของปลาใหญ่ เหยื่อแบบนี้นอกจากเลียนแบบปลาจริง ๆ แล้วยังดำน้ำลึกลงไปจากผิวน้ำอีกด้วยระดับความลึกจะขึ้นอยู่กับระยะความยาวของสายเบ็ดที่ปล่อยห่างตัวเรือออกไป ระยะห่างที่นิยมใช้กันดูจากพุ้ยน้ำท้ายเรือจะปล่อยให้ห่างออกไปจากพุ้ยน้ำเล็กน้อย คำว่าพุ้ยน้ำคือระยะที่ใบพัดเรือผลักน้ำออกไปเป็นฟองขาวขึ้นมา ฟองน้ำที่ว่านี้เป็นจุดที่ดึงความสนใจของปลาล่าเหยื่อประเภทปลากลางน้ำและผิวน้ำอย่างปลาสาก ปลาอินทรีย์ ปลาสละ ปลากระโทงแทง หรือปลาหน้าหากินดินถึงกลางน้ำอย่างปลาช่อนทะเลก็ชอบเช่นกัน เหยื่อตกปลาอีกอย่างที่ใช้สำหรับลากระหว่างการเดินทาง เหยื่อชนิดนี้ออกแบบให้มีพู่หางเป็นริ้ว ๆ เลียนแบบหมึก แบ่งออกเป็นสองส่วนส่วนหัวทำด้วยปลาสติกแกนในเป็นโลหะทำเป็นรูปทรงปลายมน ปลายแหลม ปลายตัด มีหลายทรงส่วนริ้วเหมือนหนวดหมึกทำด้วยยางมีหลายสีทั้งสีแจ้ดสีทึบ ๆ มากมายจาระนัยกันไม่หมดส่วนหนวดหมึกนี้ติดกับส่วนที่เป็นหัวอาศัยแรงรัดจากยางนะแหละส่วนหัวจะเจาะรูให้สายนำสำหรับเบ็ดสอดลอดทะลุมาได้ปลายสุดของสายนำมีเบ็ดติดเป็นพวงโดยทัวไปติดไว้สองตา ขนาดของเบ็ดตกปลาทะเลวัดเป็นโอ(O) เช่น 1/O, 2/O ไปตามลำดับ หนึ่งโอ เล็กสุด ตาเบ็ดที่ว่าอยู่ประมาณ 2/O ขึ้นไปตามขนาดของปลาที่คาดว่าจะมาฉวยเหยื่อ ระยะทางที่ปล่อยสายเบ็ดออกไปท้ายเรือก็เช่นกันคือตั้งแต่ปลายพุ้ยน้ำออกไปจนถึงหลาย ๆ สิบเมตร ไม่จำกัด แต่ถ้าปล่อยไกลมากเวลาปลาติดเบ็ดต้องเก็บสายเข้ามาต้องใช้เวลานานหมุนรอกเก็บสายกันเหนื่อย ปลาบางชนิดเมื่อติดเบ็ดจะกระโดดพ้นผิวน้ำ ลากสายเบ็ดออกไปเป็นระยะ ๆ อย่างเช่นโต้มอญ สละ กระโทงแทง บางชนิดจะดำดิ่งสู่น้ำลึกเมื่อติดเบ็ดอย่างเช่นอินทรีย์ กะมง โฉมงาม เป็นต้น
        ช่วงที่ลากเบ็ดอยู่นี้จิตใจชาวประมงสมัครเล่น กระจัดกระจายแค่ไหนยากจะหยั่งรู้ แต่ที่แน่ๆ เจ้าของเบ็ดด้ายท้ายเรือรอให้ปลาใหญ่ฉวยเหยื่อปลอมสักตัวพอได้เป็นกระสายช่วยดับความหิวโหยการล่า ท่ามกลางความหวังท่ามกลางวันที่ร้อนสุด ๆ หลายปีมาแล้วการลากเบ็ดได้ผลดีในเขตเกาะอ่างทอง แต่มาในยุคนี้ปลาไม่ค่อยฉวยเหยื่อปลอมทั้งนี้เพราะปริมาณปลาลดลง หรือไม่อาจเป็นปัจจัยจากความใสของน้ำและความหิวของปลา ถ้าปลายติดเบ็ดเรือต้องหยุดเพื่อให้นักตกปลาหมุนเก็บสายเข้ามาหากไม่หยุดจะหมุนเก็บสายไม่ไหวและโอกาสที่สายเบ็ดจะขาดเป็นไปได้มากกว่า ดังนั้นเมื่อปลาติดเบ็ดจึงต้องหยุดเรือเสมอ การเดินทางครั้งนี้การตกปลาด้วยวิธีลากเบ็ดไม่เป็นผลแต่ประการใด
หมู่เกาะอ่างทอง
การเดินทางช่วงแรกของอนุรักษ์ทะเล๒ มาจอดทอดสมอที่อ่าวหน้าแม่เกาะมองเห็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติทางทะเลอยู่ไกลออกไปทางซ้ายมือ การตกปลาเมื่อเรือทอดสมอมีสามแบบคือตกแบบเหยื่อลอยเพื่อตกปลาผิวน้ำและกลางน้ำ ตกปลากลางน้ำด้วยทุ่นจม และตกปลาหน้าดินด้วยทุ่นจม การตกปลาด้วยเหยื่อลอยจะใช้เหยื่อเป็นจำพวกหมึกกล้วย ปลากุแร ปลาทู เกี่ยวเหยื่อแล้วปล่อยสายความลึก ๓ ถึง ๕ เมตร จากนั้นมัดสายเบ็ดเข้ากับทุ่นลอยที่ทำจากโฟม หรืออื่น ๆ โดยต้องให้สายเบ็ดหลุดออกจากทุ่นได้ง่ายเมื่อปลาติดเบ็ด ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในระหว่างกรอเก็บสายเบ็ดเข้ามาการตกปลากลางน้ำด้วยทุ่นจมก็คล้ายกับแบบลอยเพียงแต่ไม่ต้องใช้ทุ่นลอยช่วย แบบนี้เหมือนการตกเบ็ดอยู่กับเรือเหยื่อที่ใช้ก็เป็นเหยื่อเป็นเช่นกันโดยให้เหยื่อสูงกว่าระดับพื้นทะเลประมาณ ๒ ถึง ๓ เมตร ซึ่งเป็นระดับที่ปลาใหญ่หากินกลาง ๆ น้ำ ส่วนการตกปลาหน้าดินใช้ตะกั่วถ่วงให้เบ็ดจมอยู่บริเวณผิวพื้นทะเล เหยื่ออาจลอยหรือวางบนพื้นก็ได้ เหยื่อที่ใช้ได้ทั้งเหยื่อตายและเหยื่อเป็น การตกปลาแบบนี้นิยมใช้กันมากที่สุด เนื่องจากหวังผลได้กับปลาทุกชนิดที่หากินบริเวณก้นทะเล กิจกรรมตกปลาด้วยวิธีตกปลาหน้าดินก็เริ่มต้นขึ้น เหยื่อที่ใช้วันนั้นเป็นกุ้งตัวเล็ก ๆ ในลังน้ำแข็งถูกแจกจ่ายให้นักตกปลาลงเบ็ดเล็ก อ่าวหน้าแม่เกาะมีหินกองหลายกองกินพื้นที่กว้างหลายร้อยตารางเมตร มีปลาให้ตกหลายชนิดขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและจังหวะของโชคชะตา วันแรกที่ไปถึงปลาไม่ค่อยกินเหยื่อก็ไม่รู้ว่าเหตุผลได้ ตกปลากันจนเกือบเที่ยงพี่ดล ทำหน้าที่เป็นจุ่มโผ่หรือกุ้กประจำเรือฝีมือกุ้กอดีตเจ้าของร้านข้าวแกง เริ่มต้นทำกับข้าวไปพร้อม ๆ กับที่นักตกปลาที่เหลือตกปลาเล็กปลาน้อยแก้ความอยาก วันนั้นได้ปลาไม่มากเป็นปลาหน้าดินตัวเล็ก ๆ ที่ดีหน่อยตรงที่ได้ปลาทรายขึ้นมาด้วย ปลาทรายทอดกรอบ ๆ เป็นอาหารจานเด็ดบนเรือ พวกเรากินข้าวกันเมื่อเวลาประมาณบ่ายโมงเศษ ๆ ท่ามกลางความร้อนระอุของหมู่เกาะอ่างทอง หลังกินข้าวกลางวันเสร็จกัปตันนพย้ายที่ตกปลาไปโน่นทีนี่ทีจนจำไม่ได้ว่าไปที่เกาะชื่ออะไรบ้าง เหตุผลเพราะไม่ชอบรอนาน เรือย้ายทำเลไปเรื่อย ๆ ปลาใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้สักตัว ที่แน่ๆ มีแต่ปลาตัวเล็ก ๆ ที่ติดเบ็ด เรือย้ายที่เวียนไปเวียนมา ผ่านเกาะมากมาย เกาะแต่ละเกาะมีรูปลักษณ์ต่างกันไม่มากตัวเกาะเป็นชั้นหินวางซ้อน ๆ ทับกันเป็นยอดเขาสูงด้านล่างส่วนที่สัมผัสทะเลมีรอยเว้าลึกเข้าไปเป็นเพิง หอยจำพวกหอยนางรมหรือเรียกว่าหอยเจาะเกาะปกคลุมก้อนหินส่วนที่จมน้ำและน้ำทะเลท่วมถึงช่วงเวลาน้ำลงหอยจำนวนมากมายปรากฏให้เห็น นักตกปลารู้ดีว่าทำเลตกปลาที่ดีในวันนี้อาจไม่ใช่แหล่งตกปลาที่ดีในวันต่อไป เหตุผลเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อม โดยทั่วไปสำหรับชาวประมงแล้วการจำตำแหน่งของแหล่งตกปลาที่เคยตกปลาได้เป็นประจำย่อมถือว่ามีโอกาสได้ปลามากกว่าไม่รู้แหล่ง นักตกปลาสมัครเล่นตกปลาเล็กจนเย็นได้เวลาไดหมึก













ไดหมึก
 
การไดหมึกเป็นชื่อเรียกวิธีการจับหมึกของชาวประมง การไดหมึกเข้าใจว่าคำว่า ได น่าจะมาจากคำว่า ไดนาโมที่ใช้สำหรับปั่นผลิตกระแสไฟฟ้า การจับปลาหมึกต้องอาศัยแสงสว่างจำนวนมากยิ่งสว่างจ้าเท่าไหร่ก็ยิ่งล่อให้หมึกขึ้นมาเล่นแสงไฟในยามค่ำคืนได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นคำว่าไดหมึกคือการใช้เครื่องยนต์ปั่นหมุนเครื่องผลิตไฟฟ้าให้หลอดไฟสว่างไสวไปทั่วรอบ ๆ เรือเพื่อล่อให้หมึกขึ้นมาเล่นแสงไฟและถูกจับในที่สุด หลอดไฟที่ใช้สำหรับให้แสงสว่างล่อหมึกต้องใช้หลอดไฟที่มีกำลังวัตต์สูงมากเพื่อให้เกิดความสว่างมากที่สุด แสงสว่างที่ใช้ล่อหมึกมีไฟสีปกติของไส้ทังสเตนคือเป็นสีขาวปนส้มแบบไส้หลอดทั่วไป สีเขียวอ่อน ๆ และสีแดง สีแดงจะเปิดเฉพาะเวลาที่จับหมึกเท่านั้น คืนแรกที่ไปถึงหมู่เกาะอ่างทองกัปตันนพ จอดไดหมึกบริเวณเกาะสามเส้า เกาะนี้เป็นดั่งกำแพงยาวมากเกาะสามเส้าเป็นเกาะที่มีหน้าผาสูงชันผนังเกาะเป็นหินเป็นชั้น ๆ มีต้นไม้ขึ้นประปราย บนเกาะมีค้างคาวแม่ไก่ นกนางนวลแกลบอาศัยอยู่ เรือเข้าไปจอดรอเวลาห่างจากตัวเกาะไม่กี่สิบเมตร หกโมงเย็นการไดหมึกเริ่มขึ้น หลอดไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวน ๔ หลอด ถูกนำมาติดเข้ากับคานถ่างซึ่งทำด้วยไม่ไผ่หรือเหล็กถูกกางออกไปเป็นแนวตั้งฉากกับตัวเรือเมื่อมองจากมุมสูง เนื่องจากเรือลำนี้เป็นเรือตกปลาจำนวนหลอดไฟฟ้าจึงไม่มาก เป้าหมายเพื่อจับหมึกมาทำเหยื่อตกปลา นอกจากจับพลัดจับผูลได้จำนวนมากก็ว่าอีกเรื่องหนึ่ง เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นต้นกำลังสำหรับหมุนเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลวางอยู่ท้ายเรือ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยการติดเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าเริ่มขึ้นเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก้องหน้าผาของเกาะสะท้อนเป็นครั้งคราว ความมืดโรยตัวอย่างช้า ๆ การปั่นไฟนี้จะทำต่อเนื่องไปนานนับชั่วโมงตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงเช้าของอีกวัน ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้าในคืนแรม ระหว่างเวลาที่ไดหมึกอยู่นี้ แผนกตกปลาก็ตกไปเรื่อย ๆ ระหว่างไดหมึก การตกหมึกจะเริ่มต้นขึ้นเพื่อตกหมึกที่อยู่ลึกลงไปใต้น้ำเพือจับมาทำเหยื่อตกปลาไปพลาง ๆ ถ้ามีหมึกขึ้นมาไม่มากก็จะใช้สวิงตักมาใส่ไว้ในห้องขังเหยื่อ และเมื่อเห็นหมึกขึ้นมาหลายตัวจะใช้แห การใช้แหเพื่อจับหมึกทำได้ก็ต่อเมื่อหรี่ไฟและเปิดไฟสีแดง เมื่อเปิดไฟแดงแล้วจับปิดไฟสีอื่น ๆ สีแดงที่ส่องบนผิวน้ำจะกลายเป็นศูนย์รวมหมึกให้มาอยู่ตรงกลางแนวรัศมีไฟสีแดงนี้ กัปตันหรือลูกมือที่ถนัดการใช้แหจะเหวี่ยงแหคลุมเพื่อจับหมึกขึ้นมาและขังไว้ในห้องขังเหยื่อ จากนั้นกระบวนการไดหมึกก็จะเริ่มต้นใหม่ต่อไป เช่นเดิม ทำเช่นนี้ไปจนรุ่งสาง
 
หมึกที่เอามาเป็นเหยื่อเป็นจะต้องใช้เบ็ดจำนวน ๓ ถึง ๔ ตา โดยเกี่ยวที่ตัวตรงโพรงข้างตัว อย่าให้โดนใส้หรือเนื้อมากเกินไป ส่วนอีกตาเกี่ยวที่ครีบพายน้ำด้านท้ายหมึกเกี่ยวให้ติดเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้หมึกช้ำเกี่ยวเสร็จรีบหย่อนเบ็ดลงน้ำทันที อย่าโยนเพราะหมึกกระแทกน้ำอาจตายได้ค่อย ๆ หย่อนเป็นดีที่สุด เบ็ดที่ทำไว้หลาย ๆ ตาจึงเกี่ยวเพียงสองตาเท่านั้น ปล่อยสายให้ลึก ๓ ถึง ๕ เมตร เมื่อต้องการใช้เหยื่อลอย ส่วนการตกหน้าติดก็ปล่อยสายให้ถึงดินแล้วสาวสายบ็ดขึ้นมาสัก ๒ เมตร เพื่อตกปลากลางน้ำ ถ้าต้องการตกปลาหน้าดินก็ปล่อยให้ถึงพื้นแล้วรอคอยจนกว่าปลาจะกินเหยื่อและติดเบ็ด คืนแรกที่หมู่เกาะอ่างทองได้หมึกไม่มากกะด้วยสายตาไม่ถึง ๑๐๐ ตัวพอใช้ทำเหยื่อในวันพรุ่งนี้ กลางคืนเวลาผ่านไปช้า ๆ การตกปลาดำเนินไปเรื่อย ๆ ปลาที่ได้ส่วนใหญ่เป็นปลาหน้าดินตัวไม่ใหญ่ มีปลาสากขนาดไม่เกินหนึ่งกิโลกรัมพอเป็นกระสายให้ตื่นเต้น คันเบ็ดที่เสียบเหยื่อลอยไว้ไม่ได้ผลหมึกเป็นกลายเป็นหมึกตายตัวแข็ง ชาวประมงสมัครเล่นไม่ย่อท้อตกปลากันทั้งคืน ช่วงนอนพักมีบ้างคนละไม่เกิน ๓ ชั่วโมง
 
เช้าวันที่ 5 เมษายน 2551 หกโมงเช้าหลังเก็บอุปกรณ์ไดหมึก กัปตันขับเรือขึ้นทิศเหนือข้ามทะเลกว้างไปอีกราวชั่วโมงเพื่อไปยังหมายที่เรียกว่า เกาะญี่ปุ่น ชื่อเกาะตามแผนธรณีวิทยาเรียก เกาะตุงกา เป็นเกาะเล็ก มาก มีนกนางนวลแกลบอาศัยอยู่ที่นี่จำนวนมาก เกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กันชื่อเกาะตุงกู้ มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ระหว่างเกาะทั้งสองเป็นเขตร่องน้ำลึก บริเวณแถบนี้เป็นแหล่งดำน้ำที่มีเรือนำนักดำน้ำจากเกาะสมุยมาดำน้ำที่ริมเกาะนี้ ขณะเดียวกันบริเวณรอบนอกมีหินกองหลายจุดเป็นทำเลตกปลาที่ดีเยี่ยม รวมทั้งเป็นแหล่งวางอวนดักปลาของชาวประมงเช่นกัน การเดินทางมาตกปลาที่เกาะนี้จะพบเรือตกปลาหรือเรือประมงอยู่ละแวกนี้อยู่เสมอ น้ำทะเลบริเวณทะเลแถบนี้มีสีเข้มคล้าย ๆ กับน้ำทะเลฝั่งอันดามันมีปลาสาก กะมง โฉมงาม กระโทงแทง เก๋า อย่างไรก็ตามเงื่อนไขของการตกปลามีมากมายทั้งความสดของเหยื่อ คลื่นลม อุณหภูมิน้ำและโชคของนักตกปลา เกาะตุงกานี้ห่างออกไปจนเป็นเกาะสุดท้ายของหมู่เกาอ่างทอง ราว ๆ แปดโมงเรืออนุรักษ์ทะเลไทย ๒ มาถึงและวนหาที่ตกปลาที่เหมาะ ๆ วันนั้นมีเรือประมงจอดทอดสมออยู่หนึ่งลำเป็นเรืออวน กัปตันวนไปจอดสองสามครั้งจนได้ทำเลบริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากจุดประจำที่เรือรับส่งนักดำน้ำมาจอดส่งนักดำน้ำเล็กน้อย แต่วันที่พวกเราไปไม่มีนักดำน้ำแต่อย่างไร บริเวณจุดนี้เรือจอดตรงกับฝูงปลาสาก การตกปลาที่ชุลมุนวุ่นวายจึงเกิดขึ้นนักตกปลาเจ็ดคน เหนื่อยล้ากันถ้วนหน้า กิจกรรมดำเนินติดต่อกันไปเป็นชั่วโมง
 
ที่นี่เราตกปลาสากรวม ๆ ได้ร้อยกว่าตัว เรือประมงที่มาลงอวนถ่วงทิ้งไว้ด้านล่างเรือของเราไม่มีผลใด ๆ ต่อปลา พวกเรารู้ว่าด้านล่างมีอวนดักปลาอยู่ด้วยเมื่อ เรือประมงลำนั้นกู้อวนมาถึงเรือของเราจึงรู้ว่าเรือลำนี้เป็นเรือมาจากเกาะสมุย สมอเรือที่ทอดไว้ทำให้เรือของเราอยู่ตรงกับแนวอวนของเรือนั้นพอดิบพอดี ดังนั้นเรือของเราจึงต้องติดเครื่องเดินไปข้างหน้าเพื่อให้เลยจากแนวอวน เหตุนี้เรือจึงเลยจุดที่ฝูงปลาสากอยู่ด้านล่างไปเล็กน้อย การตกปลาสากจึงได้ตัวน้อยลง เมื่อปลาสากไม่กินเหยื่อ เรือจึงต้องย้ายที่ไปเรื่อย ๆ อีกหลายจุด บางทีก็ไปอยู่ตรงร่องน้ำลึกบางทีก็เข้าใก้ลเกาะตุงกู้ แต่ไม่ได้ปลาใหญ่ แดดร้อนช่วงบ่ายค่อย ๆ ลดลง เมฆสีดำเริ่มก่อตัวขึ้น พยากรณ์อากาศรับฟังจากสถานีวิทยุเกาะสมุยแจ้งว่ามีพายุฝนฟ้าคะนอง สลับเพลงลูกทุ่ง เสียงดนตรีช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้มากมาย ท้องฟ้ามีเมฆดำก่อตัว หนาขึ้นทุกที เสียงฟ้าร้องดังก้องมาไกล ๆ น่ากลัว ฟ้าแลบแปลบปลาบ ลมจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดกระหน่ำมาเป็นระลอกคลื่น ถาโถมกระทบโขดหินเกาะทั้งสองน่ากลัว เมื่อมองออกไปในทะเลกว้างเห็นเกลียวคลื่นซัดเป็นฟองขาวไปทั่วตัดกับสีเทา ๆ ของคลื่นใหญ่ ดูแล้วชวนให้หวาดหวั่นไม่ใช่น้อย
ท่ามกลางพายุ
ตกเย็นเรือออกห่างจากเกาะตุงกู้ไปเล็กน้อย ในทะเลระหว่างเกาะตุงกู้กับเกาะว่าวที่ห่างออกไปราว ๆ ชั่วโมง มีเรือไดหมึกจอดอยู่ประปราย เรือทุกลำโยนตัวขึ้นลงตามยอดคลื่น แสงไฟจากเรือไดหมึกค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละลำทีละลำแต่ไม่มากนักพอช่วยให้รู้สึกว่าเรือของพวกเรามีเพื่อนอยู่ไม่ไกล เรือของพวกเราเริ่มไดหมึกเช่นกัน ลมยังคงพัดแรง แต่สายน้ำไหลไปอีกทิศน้ำกับลมไปคนละทิศทำให้การตกปลายากตามไปด้วย เราไดหมึกจนเกือบเที่ยงคืนได้หมึกไม่กี่ตัว ฝนกระหน่ำลงมารุนแรง เรือโยนตัวขึ้นลงโคลงเคลงตามแรงคลื่นค่อนข้างน่ากลัว การเดินบนเรือจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก
อากาศแปรปรวนลมจากทิศตะวันออกโหมพัดตลอดทั้งคืน เรือโยนตัวขึ้นลงเหนือยอดคลื่น กระดกขึ้นลงตลอดเวลา กลางคืนฝนโปรยปรายมาเป็นครั้งคราวตลอดคืน เรือใดหมึกไกลออกไปยังคงทอดสมอบนคลื่นโถมซัดอย่างไม่เกรงกลัว เกลียวคลื่นจากแรงลมกระหน่ำ กัปตันนพเห็นท่าไม่ไหวนำเรือเข้าใก้ลเกาะเพื่อหลบลมหลบคลื่น ฝนยังตกหนักบ้างเบาบ้างเป็นครั้งคราว จนถึงตีสี่ เหลือคนที่ตื่นนอนเพียงสามส่วนที่เหลือหลับอย่างเป็นสุขบนเรือที่โล้คลื่น จุ่มโผ่เปิดร้านกาแฟต้มน้ำร้อนเพื่อชงกาแฟ เราสามคน กินกาแฟกันตอนตีสี่บนเรือลำน้อยข้างเกาะเล็ก ๆ มุมหนึ่งในอ่าวไทย คืนนี้เราได้ปลาตัวเล็ก ๆไม่กี่ตัว เหตุผลชัดเจนอยู่แล้วเพราะเรือติดคลื่นลมที่รุนแรงทั้งคืนนั่นเอง
 
ข้ามไปเกาะว่าว
       เช้าวันที่ 6 เมษายน 2551 เรือสู้ลมโล้คลื่นจนถึงเช้า กัปตันเห็นท่าไม่ไหว เก็บอุปกรณ์ไฟไดหมึก จากนั้นแล่นผ่าคลื่น สายลมและฝนที่พัดกระหน่ำตลอดเส้นทางที่เบนหัวไปทางหมู่เกาะว่าวซึ่งอยู่ทางทิศใต้ บนเส้นทางคลื่นโถมชัดกระหน่ำเรือเอียงวูบซ้ายทีขวาที สายฝนที่กระหน่ำบนคลื่นหยดฝนที่กระทบบนเกลียวคลื่นเป็นรูปทรงกรวยเล็ก ๆ กระดอนขึ้นราวมงกุฎหยดน้ำ ความงามบนความน่ากลัวกอดรัดกันไปสม่ำเสมอ เรือขึ้นคลื่นลงคลื่นจนเข้าเขตอับลมด้านตะวันตกของเกาะว่าว ณ จุดนี้มองเห็น เรือประมงหลายลำจอดหลบลมในอ่าวที่สงบกว่า สายผนที่พรั่งพรูลงมายังคงกระทบกับผิวน้ำทะเลเห็นเป็นรอยน้ำกระเซ็น ในอ่าวนี้แม้เป็นเขตบังลมแต่แนวคลื่นที่เหลือรอยจากข้างนอกนั้นยังลอยกระเพื่อมส่งเป็นคลื่นเดิ่งลูกใหญ่ ๆ โถมเข้ามาตลอดสาย น้ำทะเลยังเป็นสีเทาเข้มตามแสงตะวันที่ขมุกขมัวเพราะสายฝน กัปตันคุมเรือแล่นไปจนถึงแนวเกาะเล็ก ๆ สองเกาะจัดการทอดสมอ กะตกปลาใหญ่ให้ชื่นใจหลังจากที่ต้องโล้คลื่นมาทั้งคืน ก่อนเทียงเล็กน้อยฟ้าเปิดเปลวแดดทะลุเมฆลงมา เราตกปลาที่จุดนี้ ได้ปลากระโทงเกาะหรือเรียกเต็กเล้ง สองตัว เราย้ายที่ไปอีก หลายครั้ง บางจุดฝนกระหน่ำ บางจุดแดดร้อนจ้า ช่วงที่ฝนตกมานี้เป็นช่วงเวลาสำหรับอาบน้ำตามธรรชาติเพราะตั้งแต่เดินทางมาที่เกาะนี้ยังไม่ได้อาบน้ำกันเลย บางจุดที่เรือทอดสมอง ลมก็พัดแรงพัดพาเรือลากสมอกราวเป็นระยะทางไปไกล จนต้องขยับเลื่อนทอดสมอใหม่หลายครั้ง แดดร้อนสลับฝนค่อย ๆ ทิ้งช่วงห่างออกไป เหลือเพียงร้อนล้วน ๆ แต่คลื่นลมยังรุนแรง กัปตันตัดสินใจฝ่าคลื่นลมกลับไปหมู่เกาะอ่างทองอีกครั้ง บนเส้นทางนี้เรือโล้คลื่นขึ้นลงเป็นชั่วโมง กว่าจะผ่านไปได้ คลื่นในแนวเฉียงบังคับเรือยากมากเรือเอียงซ้ายทีขวาทีบนทะเลคลั่ง จนเกือบ สามโยงเย็นจึงถึงหมู่เกาะอ่างทองอีกครั้ง
 
เกาะอ่างทองอีกครั้ง
       เมื่อเข้าเขตบังลมชีวิตบนเรือค่อยเป็นสุขขึ้น เรือเราไปจอดริมผาแดง ผาแดงเป็นชื่อเรียกบริเวณหน้าผาที่มีสีออกแดงเรื่อ ๆ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งของเกาะนายพุด เกาะนี้มีแหล่งตกปลาอยู่หลายจุดแต่ละหมายตกปลาเป็นความลับของกัปตันแต่ละคนที่จะเก็บไว้ในใจเพื่อใช้เป็นหมายตกปลาในโอกาสต่อ ๆ ไป พวกเราจอดตกปลาบริเวณนี้ เป็นมุมสงบลมแต่ปลายคลื่นฝั่งนอกก็สะบัดหางเป็นเกลียวเข้ามาเรือโยนขึ้นลงเป็นลงวูบวาบ ปลาสละค่อนข้างใหญ่ตัวตัวหนึ่งกินเหยื่อสายลอยช่วยสร้างสีสรรในทะเลให้บันเจิดได้ขณะเดียวกันปลาสากเล็ก ปลาหน้าดิน ช่วยให้บรรยากาศไม่อับเฉาเช่นกัน จากจุดที่เรือทอดสมอนี้ เรามองเห็นเรือตกปลาอีกลำทอดสมอที่หัวเกาะสามเส้า เรือเราตกปลารอเวลาค่ำจะมาถึงอีกครั้ง ราว ๆ ห้าโมงเรืออนุรักษ์ทะเลไทย ๒ ลำนี้ ถอนสมอย้ายที่ไปทอดสมอบริเวณเดิมที่มาจอดไดหมึกคืนแรก คืนวันที่ 6 เมษายน 2551 นี้วิธีการก็เช่นเดียวกันกับที่ผ่านมา
นวลจันทร์ทะเล
แสงไฟจากเครื่องปั่นไฟฟ้าทำหน้าที่ต่อเนื่องไปตามลำดับ
 
การตกหมึกก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ สลับกับการทอดแห จุมโพ่ทำกับข้าวรสเด็ดมีปลาสากตัดแว่น ๆ ทอดจนหนังและเนื้อด้านนอกกรอบส่วนเนื้อในยังนุ่ม ผัดฉ่าปลาเต็กเล้งหอมกรุ่นมีกลิ่นเครื่องเทศ ขมิ้นสีเหลืองฉาบทาก้อนเนื้อปลากลิ่นต้นหอม ผักชีลอยขึ้นมาท่ามกลางสายลมทะเล เรากินอาหารกันราว ๆ สองทุ่มท่ามกลางดวงดาวที่ลอยกระจายวับวาวบนฟ้าไสของค่ำคืน เสร็จจากกินข้าวมื้อเย็น การตกปลาก็ดำเนินการต่อ การได้หมึกก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องปลาเล็ก ๆ ปลาปักเป้า ปลานกแอ่นหรือปลาบินหลายตัวขึ้นเล่นแสงไฟริมผิวน้ำ ภาพความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งเด่นชัด แสงไฟฟ้าเจิดจ้าไปจนถึงผนังเกาะเหล่าไม้น้อยใหญ่ฉายเงาทาบไปบนก้อนหิน นกนางนวลโฉบบินไปมา ค้างคาวแม่ไก่โผบินให้เห็นเป็นครั้งคราว การตกปลาในคืนนี้ไม่ประสบ เวลาล่วงไปเข้าสู่วันใหม่ ตีสามครึ่งโดยประมาณ ปลานวลจันทร์ทะเลตัวใหญ่ กระโดดตรงนี้ทีตรงโน้นที เข้ามาใก้ลเรือกระโดดน้ำกระจายเป็นวง ภาพปลาใหญ่ตีครีบหาง ฉวัดเฉวียนไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า กัปตันนพนั่งอยู่กลางเรือรอทอดแหปลาหมึก ฉวยสวิงตักแต่ปลาใหญ่สะบัดหลุดออกไป สักครู่กลับมากระโดดตูมตามข้างเรือน้ำทะเลกระจาย กัปตันเปลี่ยนมาเป็นตะขอ ส่วนสวิงใหญ่ส่งให้พี่ดลจุมโพ่ประจำเรือรอจังหวะ ฉับผลันเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นปลานวลจันทร์ใหญ่กระโดดข้ามเรือลอยละลิ่วขึ้นมาจากผิวน้ำทะเลข้ามเรือพี่ดลแกว่งสวิงเหวี่ยงตาม ปลาเคราะห์ร้ายตกในสวิงพอดิบพอดี ทุกคนตกใจปลาใหญ่ในสวิงถูกวางบนพื้นเรือ สะบัดโรมคราม ขนาดของปลาใหญ่ที่ได้มาโดยไม่ต้องตกตัวนี้ คำนวณด้วยสายตาน่าจะเจ็ดกิโลถึงสิบกิโลกรัม
 
ประมาณตีห้าเรือย้ายที่ไปบริเวณผาแดงอีกครั้งเรือไปทอดสมอตรงจุดเดิมที่เราเคยจอดทอดสมอเมื่อวานตอนเย็น เมื่อมาอยู่ตรงจุดเดิมนี้ เรือหมุนไปมาตามแรงลมเพราะเป็นร่องที่ลมนอกพัดเข้ามา ขณะเดียวกันกระแสน้ำไหลสวนทิศทางกับกระแสลม เราตกปลากันแต่ไม่ได้ปลาเลย ขณะที่เรือหมุนเปลี่ยนทิศไปอย่างช้า ๆ แสงจากไฟฟ้าพาเงาของเรือและนักตกปลาไปฉายบนผนังผา กลายเป็นภาพเงาชีวิตบนผนังสูง ความงดงามแปลกตาน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเห็น เมื่อการตกปลาไม่ได้ผล กัปตันสั่งเก็บอุปกรณ์ไดหมึก เก็บเบ็ดเบนหัวเรือไปทางอ่าวแม่เกาะอีกครั้ง แสงอาทิตย์ทางทิศตะวันออกฉาบท้องฟ้า ในอ่าวแม่เกาะวันนั้นมีเพียงเรือตกปลาที่เราเห็นเมื่อวานลำเดียว ที่นักตกปลาบนเรือนั้นกำลังขะมักเขม้นตกปลากันอยู่ เรือเราหาที่จอดไม่ได้ว่าจะเอาตรงไหนดีท้ายที่สุดไปจอดริมโขดหินบริเวณเกาะแปยัด เพื่อตกปลาหน้าดิน ตรงจุดนี้ร้านกาแฟบนเรือเปิดอีกครั้ง
 
หน้าบ่อ
เมื่อถึงเวลาประมาณ ๗.๓๐ น. เช้าวันที่ 7 เมษายน 2551 เรืออนุรักษ์ทะเลไทย ๒ ถอนสมอแล่นออกจากอ่าวแม่เกาะเลียบชายฝั่ง อิ่มตากับภาพทิวทัศน์ยามเช้าที่งดงาม มุ่งไปที่อ่าว หน้าบ่อ บริเวณอ่าวนี้มีหมู่บ้านชาวประมงอาศัยอยู่ตลอดแนว ในอ่าวมีเรือประมงทอดสมออยู่เรียงราย เรือของเราเทียบกับเรืออวนปูซึ่งตอนนี้จอดเทียบด้วยกันติดเป็นแพจำนวนสี่ลำ เราขอน้ำแข็งเพื่อแช่ปลาในลังซึ่งตอนนี้น้ำแข็งไม่พอกลัวว่าจะเสียหายก่อนจะไปถึงบ้าน เราขอบคุณกัปตันเรือปูและมอบกาแฟให้ไปถุงใหญ่ การแลกเปลี่ยนเป็นน้ำใจที่พบได้ทั่วไปในทะเลอาจจะมีบ้างในเรือบางลำขี้เหนียวก็มีแต่ส่วนใหญ่ใจดีกันทั้งนั้น
 
 

กลับบ้าน
       เรืออนุรักษ์ทะเลไปเดินหน้าเต็มตัวค่อย ๆ ห่างจากหมู่เกาะอ่างทองทีละน้อย ๆ ทะเลวันนี้แดดจ้า ทะเลสงบไร้คลื่นลม ภาพท้องฟ้าใส ก้อนเมฆเป็นปุยขาวคาดกระจัดกระจายทั่วท้องฟ้า เรือเข้าเขตอำเภอเมืองมองเห็นเกาะปราบอยู่ไกล ๆ เรื่อผ่านโลมาหนึ่งฝูง แต่ละตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เกาะปราบเป็นเกาะที่ตั้งประภาคาร มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวเรือเรียกว่า พ่อตาปราบ คอยป้องกันอันตรายให้กับชาวเรือเสมอมา บนเกาะมีประภาคารส่องนำทางเรือมานานหลายสิบปี เรือเราผ่านเกาะเมื่อเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา
       จากจุดที่ผ่านเกาะปราบมาเล็กน้อยทางซ้ายมือมองเห็นคอกหอยได้อย่างชัดเจน คอกเห็นเรือกำลังคราดหอยแครงอยู่ควันโขมง ระดับน้ำทะเลบริเวณอ่าวบ้านดอนในวันนั้นลดต่ำลงระดับน้ำในร่องน้ำเพียงสองเมตรครึ่ง เรือผ่านชาวประมงไปช้า ๆ เข้าสู่ปากแม่น้ำตาปีอีกครั้ง ภาพความสดใสริมสายน้ำแตกต่างจากวันแรกที่เราเดินทางมา เพราะวันที่กลับจากทะเลเป็นช่วงกลางวันที่สรรพสิ่งทั่วไปเคลื่อนไหววุ่นวาย เรืออวนเรือจ้างแล่นทั่วไปในสายน้ำ ความร้อนระอุท่ามกลางความสดใสของวันเรือผ่านหน้าตลาดบ้านดอน สู่ท่าเรือเดิมที่เคยจอดอยู่ตามปกติเมื่อเวลาเกือบเที่ยงวัน
       อากาศร้อนอบอ้าวเสียงกัปตันกระโดดลงคลองเมื่อเรือจอดสงบที่ท่าเรือสลัดความร้อนให้ผ่อนคลาย ทิ้งอดีตในหมู่เกาะให้อยู่ในความทรงจำรอวันรื้อฟื้นอีกครั้ง
#############################################################################